วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

บทที่ 9 ระบบปฏิบัติการเครือข่าย

บทที่ 9 ระบบปฏิบัติการเครือข่าย
Microsoft Windows(ไมโครซอฟท์วินโดวส์)
ไมโครซอฟท์วินโดวส์ (Microsoft Windows) เป็นระบบปฏิบัติการ ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทไมโครซอฟท์ เปิดตัวเมื่อปี พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985) และครองความนิยมในตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
วินโดวส์รุ่นต่างๆ
คำว่า วินโดวส์ มีความหมายหลายอย่าง ซึ่งแจกแจงได้อย่างละเอียดดังนี้
สภาวะการทำงานแบบ 16 บิต
วินโดวส์ 1.0 (ค.ศ. 1985) และวินโดวส์ 2.0 (ค.ศ. 1987) ยังเป็นสภาวะในการทำงาน (Operating Environments) หรือส่วนติดต่อผู้ใช้ อยู่บนอีกชั้นหนึ่งของระบบปฏิบัติการ (ในที่นี้คือดอส)
สภาวะการทำงานแบบ 16/32 บิต
วินโดวส์ 3.0 (ค.ศ. 1990) และวินโดวส์ 3.1 (ค.ศ. 1992) รวมถึงวินโดวส์ 3.11 ที่เพิ่มความสามารถในการทำงานบนเครือข่าย (Workgroup)
ระบบปฏิบัติการ 16/32 บิต
หลังจากวินโดวส์ 3.11 เพิ่มความสามารถด้านระบบไฟล์แบบ 32 บิตแล้ว วินโดวส์ก็มีความสามารถเพียงพอที่จะเป็นระบบปฏิบัติการ ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาดอสอีกต่อไป วินโดวส์ 95 (ค.ศ. 1995) เป็นระบบปฏิบัติการวินโดวส์ตัวแรก โดยรวมเอาดอสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวินโดวส์ด้วย วินโดวส์ 98 (จำหน่ายครั้งแรกในปี ค.ศ. 1998 ภายหลังได้ปรับปรุงและใช้ชื่อว่า วินโดวส์ 98 Second Edition หรือ วินโดวส์ 98SE ในปี ค.ศ. 1999 วินโดวส์ตัวสุดท้ายที่เป็นระบบปฏิบัติการกึ่ง 16 และ 32 บิต คือ วินโดวส์ Me (ค.ศ. 2000) ซึ่งอ้างอิงรากฐานตัวระบบมาจากวินโดวส์ 98 แต่ใช้หน้าตาส่วนติดต่อผู้ใช้ของวินโดวส์ 2000
ระบบปฏิบัติการ 32 บิต
เดิมถูกออกแบบมาสำหรับธุรกิจที่ต้องการประสิทธิภาพ โดยพัฒนามาใหม่หมดไม่ได้ใช้ดอสเป็นรากฐาน รุ่นแรกที่ออกคือ วินโดวส์เอ็นที 3.1 (ใช้เลขรุ่นเทียบกับวินโดวส์ 3.1 คำว่า NT ย่อมาจากคำว่า New Technology) ตามมาด้วย วินโดวส์เอ็นที 3.5 (ค.ศ. 1994), วินโดวส์เอ็นที 3.51 (ค.ศ. 1995) และ วินโดวส์เอ็นที 4.0 (ค.ศ. 1996) หลังจากวินโดวส์ 95 วางตลาด ไมโครซอฟท์พยายามนำเอาเทคโนโลยี 32 บิตมาในวินโดวส์สำหรับผู้ใช้ตามบ้าน วินโดวส์ 2000 เป็นรุ่นถัดมาของวินโดวส์เอ็นทีสำหรับธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่วินโดวส์รุ่นสำหรับผู้ใช้ตามบ้าน (รหัสว่า Windows Neptune) ล้มเหลวและยกเลิกการพัฒนาไป และใช้วินโดวส์ Me ทำตลาดแทน ในภายหลังโครงการ Neptune ถูกรวมกับโครงการ Whistler และกลายมาเป็น วินโดวส์เอ็กซ์พี (ค.ศ. 2001) รุ่นถัดมาของวินโดวส์ 2000 คือ วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 นอกจากนี้ยังมี วินโดวส์ซีอีสำหรับอุปกรณ์พกพา และ Longhorn ซึ่งเป็นรหัสของวินโดวส์รุ่นถัดไป



ระบบปฏิบัติการ 64 บิต
สำหรับซีพียูแบบ 64 บิต ของบริษัทเอเอ็มดี ในชื่อ AMD 64 และอินเทล ในชื่อ EM 64 T คือ วินโดวส์เอ็กซ์พี x 64 Edition และวินโดวส์ 2003 x 64 Edition ซึ่งปัจจุบันใกล้จะวางจำหน่าย สำหรับ Longhorn ซึ่งเป็นวินโดวส์รุ่นถัดไปจะมีทั้งแบบ 32 บิต และ 64 บิต
วินโดวส์ที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน
 วินโดวส์ โมบาย หรือ วินโดวส์โมเบิล (Windows Mobile) เดิมชื่อว่า วินโดวส์ซีอี (Windows CE) ใช้สำหรับอุปกรณ์ฝังตัว และอุปกรณ์พกพา
- พ็อคเก็ตพีซี (Pocket PC) สำหรับ PDA
- พ็อคเก็ตพีซีรุ่นสำหรับโทรศัพท์ (Pocket PC Phone Edition) สำหรับลูกผสม
- ของ PDA และโทรศัพท์
- สมาร์ทโฟน สำหรับโทรศัพท์
- Portable Media Center สำหรับ Digital Media Players
วินโดวส์เอ็กซ์พี สำหรับเดสก์ท็อปและโน้ตบุค
-Windows XP Starter Edition สำหรับคอมพิวเตอร์วางขายใหม่ ในประเทศกำลังพัฒนา (รวมประเทศไทย)
-Windows XP Home Edition สำหรับผู้ใช้ตามบ้าน
-Windows XP Home Edition N เป็นรุ่นที่ไม่ได้ติดตั้ง Windows Media Player ตามคำสั่งของคณะกรรมการของสหภาพยุโรป
-Windows XP Professional Edition สำหรับธุรกิจและผู้ใช้ระดับสูง
-Windows XP Professional Edition N เป็นรุ่นที่ไม่ได้ติดตั้ง Windows Media Player ตามคำสั่งของคณะกรรมการของสหภาพยุโรป
-Windows XP Tablet PC Edition สำหรับโน้ตบุ้คที่มีจอแบบสัมผัส
-Windows XP Media Center Edition สำหรับเดสก์ท็อปและโน้ตบุ้คที่เน้นไปทางบันเทิงโดยเฉพาะ
วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 สำหรับเซิร์ฟเวอร์
-Small Business Server สำหรับเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็ก (สนับสนุน 2 ซีพียู)
-Web Edition สำหรับเว็บเซิร์ฟเวอร์ทั่วไป (สนับสนุน 2 ซีพียู)
-Standard Edition สำหรับเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็กที่ไม่ได้ทำ คลัสเตอร์ (สนับสนุน 4 ซีพียู)
-Enterprise Edition สำหรับเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ หรือคลัสเตอร์ (สนับสนุน 8 ซีพียู)
-Datacenter Edition สำหรับเซิร์ฟเวอร์เทียบเท่า เมนเฟรม (สนับสนุน 128 ซีพียู)
-Storage Server สำหรับเก็บข้อมูลแบบเครือข่าย



Windows XP Embedded สำหรับอุปกรณ์ฝังตัว
ใช้ฐานจากดอส
ค.ศ. 1985พฤศจิกายน - วินโดวส์ 1.0
ค.ศ. 19879 ธันวาคม - วินโดวส์ 2.0
ค.ศ. 199022 พฤษภาคม - วินโดวส์ 3.0
ค.ศ. 1992สิงหาคม - วินโดวส์ 3.1
ค.ศ. 1992ตุลาคม - วินโดวส์ for Workgroups 3.1
ค.ศ. 1993พฤศจิกายน - วินโดวส์ for Workgroups 3.11
ค.ศ. 199524 สิงหาคม - วินโดวส์ 95 (เลขรุ่น: 4.00.950)
ค.ศ. 199825 มิถุนายน - วินโดวส์ 98 (เลขรุ่น: 4.1.1998)
ค.ศ. 19995 พฤษภาคม - วินโดวส์ 98 Second Edition ( เลขรุ่น: 4.1.2222)
ค.ศ. 200019 มิถุนายน - วินโดวส์ Me (เลขรุ่น; 4.9.3000)
ใช้เคอร์เนลเอ็นที
ค.ศ. 1993สิงหาคม - วินโดวส์เอ็นที 3.1
ค.ศ. 1994กันยายน - วินโดวส์เอ็นที 3.5
ค.ศ. 1995มิถุนายน - วินโดวส์เอ็นที 3.51
ค.ศ. 199629 กรกฎาคม - วินโดวส์ เอ็นที 4.0 - รุ่นสุดท้ายที่ทำงานบนสถาปัตยกรรม RISC เช่น DEC Alpha, MIPS และ PowerPC รุ่นหลังจากนี้จะเน้นสถาปัตยกรรม x 86 เพียงอย่างเดียว
ค.ศ. 200017 กุมภาพันธ์ - วินโดวส์ 2000 (เลขรุ่น: NT 5.0.2195)
วินโดวส์ที่ถูกยกเลิก
ค.ศ. 19963 พฤษภาคม - Windows Nashville (windows 96) (ยกเลิก)
1997-1998 - Cairo (a "true object-oriented OS") planned after Windows NT; if released would be similar to DesktopX (but at a lower level)
ค.ศ. 1999ธันวาคม - Windows Neptune ออกรุ่นสำหรับทดสอบ แต่ไม่ได้วางจำหน่ายจริง ควรจะเป็นรุ่นถัดจากวินโดวส์ 2000
วินโดวส์ในอนาคต
กำหนดการวางจำหน่ายอาจเปลี่ยนแปลงได้
ค.ศ. 2006– วินโดวส์ วิสตา (Windows Vista) หรือชื่อเก่าคือ วินโดวส์ ลองฮอร์น
ค.ศ. 2010- ค.ศ. 2012– Blackcomb




Novell  Netware
                             โนเวลถือได้ว่าเป็นบริษัทแรกที่พัฒนาระบบปฏิบัติการเครือข่าย  หรือ NOS  และปัจจุบันยังคงเป็นบริษัทชั้นแนวหน้าในด้านนี้  ในปี ค.ศ. 1983  โนเวลได้พัฒนาเน็ตแวร์  เพื่อใช้สำหรับการแชร์ไฟล์และเครื่องพิมพ์ผ่านเครือข่าย   ทำให้เน็ตแวร์เป็น NOS  แรกที่รองรับการทำงานบนแพลตฟอร์มหลายประเภท  เช่น  MS-DOS ,  Windows,  MacOS  เป็นต้น  ต่อมาในปี ค.ศ.  1994  โนเวลได้เพิ่ม  NDS  (Novell  Directory  Services)  ให้กับเน็ตแวร์และประสบความสำเร็จมาก  เวอร์ชันล่าสุดของ  NDS  เปลี่ยนชื่อมาเป็น อีไดเร็คทอรี  (eDirectory)  ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ให้ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการเครือข่ายได้อย่างง่าย  เน็ตแวร์เป็น NOS  ที่ให้บริการการเข้าใช้ทรัพยากรเครือข่ายอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย   เวอร์ชันล่าสุดของเน็ตแวร์คือ  เวอร์ชัน  6.5  ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงไฟล์ใช้เครื่องพิมพ์ไดเร็คทอรี่อีเมล, ฐานข้อมูล  ระบบจัดเก็บข้อมูลและไคลเอนท์หลายแพลตฟอร์ม

อินเตอร์เน็ตได้เปลี่ยนลักษณะการทำธุรกิจในปัจจุบัน  โนเวลได้เสนอคอนเซปต์ที่เรียกว่า วันเน็ต      (One  Net) ”       หรือเครือข่ายหนึ่งเดียว  เนื่องจากอินเตอร์เน็ตสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายขององค์กรได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก  หรือผู้ใช้ที่เดินทางเพื่อทำธุรกิจก็สามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายขององค์กรเพื่อใช้ทรัพยากรที่มีได้ โดยผ่านอินเตอร์เน็ต  แนวคิดวันเน็ตคือ   เครือข่ายสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องไม่ว่าผู้ใช้จะใช้อุปกรณ์ใด เวลาใด หรือไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม  อีไดเร็คทอรีเป็นเทคโนโลยีที่รองรับคอนเซ็ปต์วันเน็ต   กล่าวคือ ผู้ใช้สามารถล็อกอินเข้าระบบได้ไม่ว่าผู้ใช้อยู่ที่ใดในโลก  เน็ตแวร์ถูกออกแบบบนพื้นฐานของโปรโตคอลมาตรฐาน  เช่น  Java, HTTP,  XML,  และ WAP  เพื่อรองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลายในโลกที่ซับซ้อนในปัจจุบัน สำหรับการจัดการเกี่ยวกับไฟล์นั้นโนเวลได้นำเสนอซอฟต์แวร์ใหม่ที่ชื่อ      ไอโพลเดอร์ (iFolder)”  ซึ่งจะอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงไฟล์ส่วนตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด  ถ้ามีการใช้ไอโฟลเดอร์ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการถ่ายโอนไฟลระหว่างเครื่องเดสก์ทอปที่ตั้งอยู่บนสำนักงานกับเครื่องแล็บท็อปที่ผู้ใช้ใช้เมื่อเดินทางไฟล์ทุก ๆ ไฟล์ที่เซฟในไอโพลเดอร์ของแต่ละเครื่องจะซิงโครไนซ์ให้โดยอัตโนมัติ   นอกจากนี้ไอโฟลเดอร์ยังมีระบบการรักษาความปลอดภัยให้กับ      ข้อมูลส่วนตัวนี้ด้วย

1  บริการจัดเก็บไฟล์และการพิมพ์  (File  and  Print  Services)
                            การเชื่อมต่อเข้ากับระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้ที่ตั้งของธุรกิจมีความสำคัญน้อยลง ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจเกิดขึ้นหลายล้านทรานแซคชั่นบนอินเตอร์เน็ตทุกวัน  บ่อยครั้งที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลและองค์กร  ซึ่งอยู่คนละซีกโลก   เว็บเทคโนโลยีได้สร้างเครื่องมือสำหรับผู้ใช้ที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ  เพื่อติดต่อธุรกิจ  ซึ่งได้เปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจซึ่งแต่ก่อนอาจต้องทำที่ที่เฉพาะเท่านั้น   




1  Folder
เน็ตแวร์ก็ได้ถูกออกแบบมา เพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากระยะไกล  เน็ตแวร์ไอโฟลเดอร์  (iFolder)   เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ซิงโครไนซ์ไฟล์ของผู้ใช้บนเครื่องแล็บท็อปกับไฟล์ที่เก็บไว้ในเครือข่ายขององค์กรให้โดยอัตโนมัติ  ซึ่งเป็นการให้บริการที่ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน   และลดความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น  นอกจากนี้ยังระบบการรักษาความปลอดภัยที่ดี   ฟีเจอร์ที่สำคัญของไอโฟลเดอร์มีดังนี้
- ผู้ใช้สามารถเข้าถึงไฟล์ได้ โดยผ่านอินเตอร์เน็ตโดยการใช้เว็บบราวเซอร์ทั่ว ๆ ไป  เช่น  IE,  เน็ตสเคป  เป็นต้น
- ระดับการควบคุมการเข้าถึงไฟล์สูง โดยผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงไฟล์และโฟลเดอร์ของแต่ละคนได้
- รองรับการทำงานหลายแพลตฟอร์ม  เช่น  วินโดวส์  ลีนุกซ์  เป็นต้น
- ความสามารถในการซิงโครไนซ์ไฟล์ฐานข้อมูล  (*.mdb) และไฟล์เอาต์ลุ๊ค (*.pst)   ได้โดยไม่ต้องทราสเฟอร์ทั้งฐานข้อมูล  แต่เฉพาะเร็คคอร์ดที่มีการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น
- เข้ารหัสข้อมูลระหว่งไคลเอนท์และไอโฟลเดอร์เซิร์ฟเวอร์โดยที่ไม่ต้องทำ  VPN  (Virtual  Private  Network)
2 Print 
ทางเลือกใหม่   คือ  การพิมพ์ผ่านอินเตอร์เน็ต  IEFT   ได้พัฒนาโปรโตคอลใหม่สำหรับการพิมพ์ผ่านอินเตอร์เน็ตนั่นคือ  IPP  (Internet  Printer  Protocol)  ซึ่งจะอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถสั่งพิมพ์หรือจัดการเครื่องพิมพ์ใดก็ได้ที่เชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ต  โนเวลเรียกซอฟต์แวร์ที่ใช้ฟีเจอร์ของ  IPP  ว่า  “ Print ”  ไอพรินต์  (Print)  เป็นส่วนประกอบใหม่ของเน็ตแวร์ที่ออกแบบมาสำหรับการพิมพ์ผ่านอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะฟีเจอร์หลักของไอพรินต์มีดังนี้
- เน็ตแวร์อีไดเร็คทอรี สามารถเพิ่มออบเจ็กต์เครื่องพิมพ์ พรินต์คิว และพรินต์เซิร์ฟเวอร์  เข้ากับไดเร็คทอรีได้ และสามารถบริหารจัดการโดยใช้เครื่องมือเดียวกันกับที่บริหารจัดการออบเจ็กต์อื่น ๆ  ในไดเร็คทอรี
- NDPS  (Novell  Distributed  Print  Service)   ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้บริหารและจัดการเครื่องพิมพ์โดยสามารถรองรับการจัดการผู้ใช้ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการเครื่องพิมพ์ได้
- Print   ซึ่งทำงานร่วมกับ  NDPS  สามารถแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องที่ตั้งของเครื่องพิมพ์และแพลตฟอร์มของพรินต์เซิร์ฟเวอร์ได้เพื่อทำตามคอนเซ็ปต์วันเน็ต   โนเวลจึงได้พัฒนา  Print  ซึ่งใช้โปรโตคอลมาตรฐาน  IPP  เครื่องพิมพ์เซอร์เวอร์จะทำหน้าที่แปลงพิมพ์ทั้งหมดให้สามารถรองรับ IPP ได้ และเชื่อมเข้ากับเครือข่ายทำให้ผู้ใช้ที่มีสิทธิ์สามารถใช้งานได้ทันที  เนื่องจาก  iPrint ทำงานร่วมกับ  NDPS  เมื่อผู้ดูแลระบบทำการปรับเปลี่ยนค่าที่กำหนดให้กับเครื่องพิมพ์ใด ๆ  ก็จะมีผลต่อกับเครื่องพิมพ์ไอพรินต์เช่นกัน  ด้วย  iPrint   ผู้ใช้สามารถบ่งชี้  ค้นหาที่ตั้งและค้นดูฟีเจอร์ของเครื่องพิมพ์  และเลือกใช้เครื่องพิมพ์ที่พร้อมใช้งานโดยใช้เว็บบราวเซอร์
ไดรเวอร์สำหรับเครื่องพิมพ์นั้น ๆ สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งโดยอัตโนมัติ  หลังจากนั้นเครื่องพิมพ์ iPrint  ก็จะปรากฎเหมือนกับเครื่องพิมพ์ที่ใช้งานโดยทั่วไป  เนื่องด้วยฟีเจอร์นี้จึงช่วยลดงานของผู้ดูแลระบบโดยแทนที่ต้องไปติดตั้งไดรเวอร์   และเซตคอนฟิกที่เครื่องไคลเอนท์ทุกครั้งที่มีการร้องขอ   นอกจากนี้  iPrint   ยังมีเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างแผนผังที่ตั้งของเครื่องพิมพ์ในสำนักงาน   โดยเครื่องพิมพ์จะปรากฏเป็นไอคอนที่อยู่ในแผนผัง   ซึ่งผู้ใช้สามารถคลิกที่ไอคอนเพื่อเลือกเครื่องพิมพ์นั้น  และสามารถดาวน์โหลดไดรเวอร์ได้ด้วยแผนผัง  นี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาเครื่องพิมพ์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น  iPrint จะใช้การตรวจสอบผู้ใช้ของ  HTTP  และ SSL   เพื่อเข้ารหัสข้อมูลที่ส่งไปยังเครื่องพิมพ์กับผ่านอินเตอร์เน็ต
ความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลขององค์กรจะเพิ่มขึ้นประมาณ  2 เท่า  ทุก ๆ ปี  เนื่องจากการเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณนี้ทำให้ความสามารถในการขยาย   (Scalability)  และจัดการพื้นที่จัดเก็บ  มูลจึงกลายเป็นจุดประสงค์หลักของการบริหารระบบจัดเก็บข้อมูล   อย่างไรก็ตามความสามารถในการขยายไม่ควรที่จะมีผลต่อความน่าเชื่อถือ   และประสิทธิภาพของระบบจัดเก็บเอง   หลายองค์กรไม่สามารถยอมรับได้กับการที่เซิร์ฟเวอร์ในเครือข่ายที่สำคัญไม่สามารถให้บริการได้   และไม่มีองค์กรใดที่อยากจะเสียค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการอัพเกรดระบบจัดเก็บข้อมูลบ่อย ๆ  เนื่องจากพื้นที่เก็บกำลังจะถูกใช้หมดไป   แต่เน็ตแวร์  6  มีความสามารถในการจัดการพื้นที่เก็บข้อมูลดังนี้
- ความจุสูงสุดของพื้นที่เก็บ  คือ  8  TB  (Terabyte = 1,000 Gigabyte)
Capacity on  demand  คือ ผู้ดูแลระบบสามารถเพิ่มอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล  เช่น  ฮาร์ดดิสก์เท่าที่ต้องการ   โดยในตอนแรกผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดขนาดพื้นที่เก็บข้อมูลหรือ  วอลลุ่ม  (Volume)   ให้มีขนาดใหญ่กว่าความจุของอุปกรณ์จัดเก็บทั้งหมดได้   โดยเมื่อพื้นที่ในอุปกรณ์เหล่านี้กำลังจะหมด   ผู้ดูแลระบบสามารถเพิ่มฮาร์ดดิสก์ใหม่ได้โดยที่ไม่ต้องมีการคอนฟิกค่าใหม่ให้กับเซิร์ฟเวอร์เลย
การแชร์การใช้พื้นที่เก็บข้อมูลในอุปกรณ์จัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ   กล่าวคือ  ในระบบฮาร์ดแวร์ที่จัดเก็บข้อมูลอาจประกอบด้วยหลายวอลลุ่ม   ซึ่งแต่ละวอลลุ่มอาจมีขนาดความจุใหญ่กว่าขนาดความจุของฮาร์ดแวร์ดังกล่าวได้    ซึ่งจะช่วยในการประหยัดเกี่ยวกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ใช้จัดเก็บข้อ


3 Novell  Storage  Services (NSS)
(NSS) Novell  Storage  Services  เป็นระบบไฟล์ใหม่ของโนเวลที่พัฒนาสำหรับระบบการจัดเก็บและเข้าถึงข้อมูล  NSS  เป็นระบบไฟล์แบบ  64 บิตที่พัฒนาจากระบบโนเวลไฟล์ซิสเต็ม  (Novell  File  System)  ที่ใช้ในปัจจุบัน   เป็นระบบที่สามารถจัดการเกี่ยวกับวอลลุ่ม  พาร์ดิชัน  และโฟลเดอร์  โดย NSS  นี้จะอนุญาตแต่ละวอลลุ่มมีขนาดถึง   8  TB  ดังนั้น  NSS  สามารถรองรับหลายพันล้านวอลลุ่ม  และแต่ละวอลลุ่มอาจมีหลายพันล้านไฟล์เป็นระบบที่จัดเก็บข้อมูล  โดยรวมเอาอุปกรณ์จัดเก็บขนาดใหญ่ไว้ที่เดียวกันแล้วเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย   โดยใช้สวิตซ์ที่จะ   ดูแลเกี่ยวกับข้อผิดพลาดของข้อมูลและการทำโหลดบาลานซิ่ง   ซึ่งการเชื่อมต่อนั้นจะใช้ไฟเบอร์แชนแนลความเร็วสูง   นอกจากนี้  SAN  ยังช่วยลดโหลดของเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการระบบจัดเก็บข้อมูลนี้ได้ด้วย
NSS   รองรับการเชื่อมต่อเข้ากับ  SAN  ได้ทันที  นอกจากนี้  NSS  ยังช่วยเพิ่มความสามารถของ  SAN  ได้ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ว่า  “Capacity  on  demand”   ดังที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้  เน็ตแวร์ 6  รองรับการทำงานกับ  SAN   ดังนี้
- รองรับการเชื่อมต่อกับ  SAN โดยตรง  และสามารถจัดการข้อมูลที่จัดเก็บใน  SAN  ได้
- การทำคลัชเตอริ่ง  (Clustering)   ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับระบบ  และยังเป็นการกำจัดปัญหาความผิดพลาดจุดเดียวทำให้ระบบล่ม  หรือ Single – Point  of  Failure  ได้
2  บริการดูแลและจัดการเครือข่าย  (Management  Service)

                            ความง่ายในการจัดการเครือข่ายนั้นถือเป็นสิ่งที่สำคัญ   โดยเฉพาะสำหรับเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่  ถ้าไม่มีเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ดูแลระบบแล้ว   การจัดการทรัพยากร    เครือข่ายก็อาจเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยก็ได้  เน็ตแวร์มีเครื่องมือสำหรับจัดการทั้งตัวเซิร์ฟเวอร์เองและทรัพยากรเครือข่าย   ซึ่งมีอยู่หลายอย่างดังนี้


1  Directory
เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเครือข่ายของโนเวลคือ  NDS (Novell  Directory  Service)  ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่สำคัญที่สุดของเน็ตแวร์  ไดเร็คทอรีของเครือข่ายคือ  ระบบที่จัดเก็บและจัดการข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรเครือข่าย  เช่น คอมพิวเตอร์  ผู้ใช้  และเครื่องพิมพ์
เป็นต้น  นอกจากนี้ยังให้บริการหลายอย่าง  เช่น  การให้บริการข้อมูลแก่ผู้ใช้เกี่ยวกับระบบ  หรือทรัพยากรรวมทั้งควบคุมการเข้าถึงทรัพยากรเหล่านั้น   NDS  ของโนเวลจะช่วยให้การจัดการทรัพยากรเครือข่ายง่ายขึ้น  เนื่องจาก  NDS  จะแสดงผลเป็นกราฟิก และจัดเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย   ซึ่งออบเจ็กต์แต่ละอย่าง  เช่น คอมพิวเตอร์ผู้ใช้เซิร์ฟเวอร์  เป็นต้น   จะถูกจัดเป็นลำดับขั้นและมีโครงสร้างที่ง่ายต่อการค้นหาและจัดการ  ซึ่งผู้ดูแลระบบสามารถจัดการไดเร็คทอรีจากเครื่องไหนก็ได้  เพียงแค่ล็อกอิน ในฐานะผู้ดูแลระบบ ส่วนผู้ใช้ก็เพียงแค่ล็อกอินเข้าครั้งเดียวก็สามารถเข้าถึงเครือข่ายและใช้ทรัพยากรได้ตามสิทธิ์ทุกอย่างในปัจจุบัน  NDS  อาจเป็นระบบจัดการไดเร็คทอรีที่ดีที่สุดก็ว่าได้
 2  ConsoleOne
ConsoleOne  เป็นเครื่องมือสำหรับจัดการเซิร์ฟเวอร์ซึ่งเขียนด้วยภาษา  Java   ซึ่งมีข้อดีก็คือ  โปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาจาวานั้นสามารถรันได้ทุกแพลตฟอร์ม   ไม่ว่าจะเป็น  Windows, Unix,  Linux  ทำให้การจัดการเครือข่ายและทรัพยากรนั้นง่ายมากยิ่งขึ้น
             
                          
3.Managerโนเวล  Manager 
เป็นเครื่องมือสำหรับการจัดการเซิร์ฟเวอร์ผ่านเว็บบราวเซอร์หรืออินเตอร์เน็ต  ดังนั้น  จึงเป็นเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกในการจัดการเซิร์ฟเวอร์วอลลุ่ม (Volume)   ในที่นี้จะหมายถึงหน่วยหรือขอบเขตที่ใช้จัดเก็บไฟล์ โดยวอลลุ่มหนึ่งจะสร้างจากกลุ่มของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล  หรือสโตเรจพูล  (Storage   pool)   ซึ่งสโตเรจพูลอาจถูกสร้างมาจากฮาร์ดดิสก์หนึ่งก้อนหรือมากกว่าก็ได้ NSS  ไม่ได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับขนาด   และประเภทของฮาร์ดดิสก์ที่ใช้  หรือฮาร์ดดิสก์อาจเก็บไว้คนละที่ก็ได้   เช่น อาจเป็นอินเทอร์นอลหรือเอ็กซ์เทอร์นอลก็ได้นอกจากนี้ ถ้ามีการฟอร์แมตและแบ่งพาร์ดิชัน สโตเรจพูลอาจถูกสร้างจากพื้นที่ที่ว่างในฮาร์ดดิสก์เดียวกันก็ได้  วอลลุ่มสามารถกำหนดให้มีขนาดคงที่หรือเป็นแบบไดนามิกก็ได้ความยืดหยุ่นในการจัดเก็บข้อมูลโย  NSS  ทำให้ใช้พื้นที่บนฮาร์ดดิสก์อย่างคุ้มค่า  และอนุญาตให้องค์กรซื้อฮาร์ดดิสก์เพิ่มเฉพาะตอนที่จำเป็นเท่านั้น  แทนที่จะจัดซื้อครั้งเดียวแล้วสงวนพื้นที่ว่างเพื่อใช้ในอนาคต   ตัวอย่างเช่น   องค์กรอาจกำหนดให้ฐานข้อมูลจัดเก็บไว้ในวอลลุ่มที่มีขนาดใหญ่กว่าฮาร์ดดิสก์โดยเมื่อฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่เกินกวว่าฮาร์ดดิสก์เครื่องนั้นจะรับไหวก็เพียงแค่เพิ่มฮาร์ดดิสก์
4  Storage  Area  Network (SAN) 
ความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ทำให้หลายองค์กรต้องพิจารณาเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมของระบบจัดเก็บข้อมูลใหม่  ปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้ระบบการจัดเก็บข้อมูลเปลี่ยนจากเดิมที่ใช้ระบบจัดเก็บที่เป็นอุปกรณ์พ่วงต่อกับเซิร์ฟเวอร์มาเป็นระบบเครือข่ายที่ใช้จัดเก็บข้อมูลโดยเฉพาะ   เพื่อรวบรวมเซิร์ฟเวอร์ต่าง ๆ ที่จัดเก็บข้อมูลไว้ที่เดียวกันและลดค่าในการบำรุงรักษา  และงานของผู้ดูแลระบบ  SAN  (Storage  Area  Network)






ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ (UNIX)
ระบบปฏิบัติการ UNIX มีต้นกำเนิดจากห้องปฏิบัติการวิจัย Bell ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย Ken Thompson และ Dennis Ritchie ปี พ.ศ. 2512 โดยมีที่มาคร่าวๆ คือสถาบัน MIT (Massascusetts Institute of Technology), ห้องปฏิบัติการวิจัย AT&T Bell Labs และบริษัท GE (General Electric) ร่วมกันพัฒนาโครงการ Multics ในปี 1960 เพื่อพัฒนาระบบปฏิบัติการสำหรับ Mainframe Computer รุ่น GE 635 โดยให้ระบบปฏิบัติการนี้มีความสามารถทำงานแบบโต้ตอบ (Interactive) มีระบบอำนวยความสะดวกต่อการใช้แฟ้มและข้อมูลร่วมกันได้ แต่เกิดปัญหาหลายประการ จนกระทั่ง Bell Labs ได้ลาออกจากโครงการ แต่โครงการก็ยังดำเนินการต่อโดย Ken Thompson และ Dennis Ritchie ซึ่งทำงานกับ Bell Labs พร้อมๆ กันไปด้วยต่อมา Ken & Dennis ได้ร่วมกันพัฒนาระบบปฏิบัติการใหม่ เพื่อทำงานบนเครื่อง PDP-7 และใช้ชื่อว่าระบบปฏิบัติการ UNIX เพื่อให้ออกเสียงใกล้เคียงกับระบบ Multics ดังนั้นต้นกำหนดของ UNIX ก็คือ Multics นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ระบบแฟ้มข้อมูลที่ใช้ แนวคิดของตัวแปรคำสั่ง (Shell) หลังจากนั้นทั้งสองได้พัฒนามาเป็น Version 2 เพื่อทำงานบนเครื่องรุ่น PDP-11/20 โดยใช้ภาษา Assembly และได้พัฒนาปรับปรุงด้วยภาษา C (ภาษา C ก็พัฒนาที่ห้องวิจัย Bell Labs เช่นกัน เพื่อทำงานบนระบบ UNIX) และเผยแพร่ไปสู่มหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วย Version 6 ในปี ค.ศ. 1976ในปี ค.ศ. 1978 Version 7 ก็ถูกพัฒนาออกมา ซึ่งเป็นต้นแบบของระบบ UNIX รุ่นใหม่ๆ หลังจากนั้น AT&T ซึ่งเป็นองค์กรแม่ของ Bell Labs ได้เป็นผู้รับผิดชอบ และควบคุมการออกตัวระบบปฏิบัติการ UNIX ดังนั้น UNIX จึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ แทนที่จะเป็นเครื่องมือวิจัย AT&T ได้พัฒนา UNIX ออกมาใช้งานภายนอก ภายใต้ชื่อ System III ในปี 1982 และปี 1983 ก็ออก System V และพัฒนามาเรื่อยๆ จนได้รับความนิยมในปัจจุบัน
หลังจากนั้นก็มีผู้พัฒนา UNIX เพิ่มขึ้นมา เช่น University of California at Berkley ได้พัฒนา BSD UNIX (Berkley Software Distribution) ต่อมาหน่วยงานกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ (Defense Advanced Research Projects Agency - DARPA) ได้ให้ทุนกับ Berkley ในการพัฒนา UNIX และเกิด Version 4BSD เพื่อสนับสนุนเครือข่ายของ DARPA ที่ใช้โปรโตคอลในการสื่อสาร คือ TCP/IP Version ล่าสุดของ Berkley คือ 4.4BSD ที่ออกมาในปี ค.ศ. 1993 โดยมีความสามารถสนับสนุน Protocol X.25 หลังจากนั้น Berkley ก็หยุดการพัฒนา UNIXนอกจาก Berkley ยังมีผู้พัฒนารายอื่น เช่น บริษัทซันไมโครซิสเต็ม ก็ได้พัฒนา SunOS และ Solaris บริษัท DEC ได้พัฒนา Ultrix และเปลี่ยนชื่อเป็น OSF/1 บริษัทไมโครซอฟต์พัฒนา XENIX บริษัทไอบีเอ็มพัฒนา AIX แต่ไม่ว่าจะเป็นค่ายใดก็ตาม ต่างก็ยึดแนวทางของ BSD หรือไม่ก็ Sytem V ทั้งนั้นปัจจุบัน UNIX เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน (Registered Trademark) ของหน่วยงานที่ชื่อ The Open Group ซึ่งจะทำการกำหนด และรับรองมาตรฐานของระบบปฏิบัติการ UNIX

ระบบปฏิบัติการ UNIX มี 2 ลักษณะ คือ
ระบบปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน UNIX เป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้มาตรฐานของ The Open Group ในการพัฒนาขึ้นมา เช่น Digital UNIX, SCO UNIX, IBM's OpenEdition MVS
ระบบปฏิบัติการคล้าย UNIX (UNIX Compatible) เป็นระบบปฏิบัติการที่มีลักษณะคล้ายระบบ UNIX แต่ยังไม่ได้จดทะเบียน รับรองเป็นทางการ เช่น Sun Solaris, IBM AIX, Linux

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น