วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

บทที่ 2 ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

บทที่ 2 ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
 เครือข่าย ส่วนบุคคล หรือ แพน (Personal area network) : PAN)PANPAN คือ "ระบบการติดต่อสื่อสารไร้สายส่วนบุคคล" ย่อมาจาก Personal Area Network หรือเรียกว่า BluetoothPersonal Area Network (PAN)คือเทคโนโลยีการเข้าถึงไร้สายในพื้นที่เฉพาะส่วนบุคคล โดยมีระยะทางไม่เกิน 1เมตร และมีอัตราการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงมาก (สูงถึง 480 Mbps) ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้กันแพร หลาย ก็เช่น• Ultra Wide Band (UWB) ตามมาตรฐาน IEEE 802.15.3a• Bluetooth ตามมาตรฐาน IEEE 802.15.1• Zigbee ตามมาตรฐาน IEEE 802.15.4เทคโนโลยีเหล่านี้ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์และ อุปกรณ์ต่อพ่วง(peripherals) ให้สามารถรับส่งข้อมูลถึงกันได้ และยังใช้สำหรับการรับส่งสัญญาณวิดีโอที่มีความละเอียดภาพสูง (high-definition video signal) ได้ด้วยPersonal Area Network (PAN)ช่วยให้เราสามารถจัดการข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆที่เคลื่อนที่ไปมาได้ อย่างหลากหลายคิดค้นโดยนักวิจัยของ MIT รวมกับIBM โดยจะสร้างกระแสไฟฟ้าแรงต่ำ (ระดับพิโคแอมป ) ออกไปตามผิวหนังโดยเครื่องรับสัญญาณตามจุดต่างๆ ของร่างกายสามารถรับสัญญาณได้ เทคโนโลยีนี้จะเหมาะกับการใช้งานทางการแพทย์ เพราะอุปกรณ์ โดยมากจะมีการติดตั้งตามลำตัวมนุษย์พัฒนาโดย Bluetooth Special Interest Group
เครือข่ายสามารถจำแนกออกได้ หลายประเภทแล้วแต่เกณฑ์ที่ใช้ เช่น ขนาด ลักษณะการแลกเปลี่ยนข้อมูลของคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
โดยทั่วไปการจำแนกประเภทของเครือข่ายมีอยู่ 3 วิธีคือ
1. ใช้ขนาดทางกายภาพของเครือข่ายเป็นเกณฑ์ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้
               1.1 LAN (Local Area Network) : ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น
                        เป็นระบบเครือข่ายที่ใช้งานอยู่ในบริเวณที่ไม่กว้างนัก     อาจใช้อยู่ภายในอาคารเดียวกันหรืออาคารที่อยู่ใกล้กัน เช่น  ภายในมหาวิทยาลัย  อาคารสำนักงาน 
คลังสินค้า หรือโรงงาน เป็นต้น  การส่งข้อมูลสามารถทำได้ด้วยความเร็วสูง และมีข้อผิดพลาดน้อย ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่นจึงถูกออกแบบมาให้ช่วยลด
ต้นทุนและเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการทำงาน และใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ร่วมกัน
 1.2 MAN (Metropolitan Area Network) : ระบบเครือข่ายระดับเมือง                                                    
เป็นระบบเครือข่ายที่มีขนาดอยู่ระหว่าง Lan และ Wan เป็นระบบเครือข่ายที่ใช้ภายในเมืองหรือจังหวัดเท่านั้น การเชื่อมโยงจะต้องอาศัยระบบบริการเครือข่ายสาธารณะ จึงเป็นเครือข่ายที่ใช้กับองค์การที่มีสาขาห่างไกลและต้องการเชื่อมสาขา เหล่านั้นเข้าด้วยกัน เช่น ธนาคาร   เครือข่ายแวนเชื่อมโยงระยะไกลมาก จึงมีความเร็วในการสื่อสารไม่สูง เนื่องจากมีสัญญาณรบกวนในสาย เทคโนโลยีที่ใช้กับเครือข่ายแวนมีความหลากหลาย มีการเชื่อมโยงระหว่างประเทศด้วยช่องสัญญาณดาวเทียม เส้นใยนำแสง คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ สายเคเบิล


1.3 WAN (Wide Area Network) : ระบบเครือข่ายระดับประเทศ หรือเครือข่ายบริเวณกว้าง
  เป็น ระบบเครือข่ายที่ติดตั้งใช้งานอยู่ในบริเวณกว้าง เช่น ระบบเครือข่ายที่ติดตั้งใช้งานทั่วโลก เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่อยู่ห่างไกลกันเข้าด้วย กัน อาจจะต้องเป็นการติดต่อสื่อสารกันในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลกก็ได้ ในการเชื่อมการติดต่อนั้น จะต้องมีการต่อเข้ากับระบบสื่อสารขององค์การโทรศัพท์หรือการสื่อสารแห่ง ประเทศไทยเสียก่อน เพราะจะเป็นการส่งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกันโดยปกติมี อัตราการส่งข้อมูลที่ต่ำและมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาด การส่งข้อมูลอาจใช้อุปกรณ์ในการสื่อสาร เช่น โมเด็ม (Modem) มาช่วย

แลน (Local Area Network หรือ LAN)
แลน (Local Area Network หรือ LAN) หรือ ข่ายงานบริเวณเฉพาะที่ เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ถึงกันทั้งหมดโดยอาศัยสื่อกลาง มีการแบ่งแยกเครือข่ายออกเป็น 2 รูปแบบการเชื่อมโยงคือ การเชื่อมโยงภายในพื้นที่ระยะใกล้หรือ แลน (LAN) และการเชื่อมโยงระยะไกลหรือแวน (WAN) โดยการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบแลน มี 3 รูปแบบ คือ
1.               Bus มีการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 10-100 MB/sจะเชื่อมต่อกันบนสายสัญญาณเส้นเดียวกัน โดยจะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า T-Connector เป็นตัวแปลงสัญญาณข้อมูลเพื่อนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์และ Terminator ในการปิดหัวท้ายของสายในระบบเครือข่ายเพื่อดูดซับข้อมูลไม่ให้เกิดการสะท้อนกลับของสัญญาณ
2.               Star เป็นระบบที่มีเป็นการต่อแบบรวมศูนย์ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต่อสายเข้าไปที่อุปกรณ์ที่เรียกว่า Hub หรือ Switch โดยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Hub หรือ Switch จะทำหน้าที่เปรียบศูนย์กลางที่ทำหน้าที่กระจายข้อมูล โดยข้อดีของการต่อในรูปแบบนี้คือ หากสายสัญญาณเกิดขาดในคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆจะสามารถใช้งานได้ปรกติ แต่หากศูนย์กลางคือ Hub หรือ Switch เกิดเสียจะทำให้ระบบทั้งระบบไม่สามารถทำงานได้ทั้งระบบ
3.               Ring  เป็นระบบที่มีการส่งข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะมีเครื่อง Server หรือ Switch ในการปล่อย Token เพื่อตรวจสอบว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์ใดต้องการส่งข้อมูลหรือไม่และระหว่างการส่งข้อมูลเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆที่ต้องการส่งข้อมูลจะต้องทำการรอให้ข้อมูลก่อนหน้านั้นถูกส่งให้สำเร็จเสียก่อน

เครือข่ายภายใน หรือ แลน (Local Area Network: LAN) การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายเฉพาะบริเวณแลนนั้น จุดประสงค์หลักอย่างหนึ่งก็คือการแบ่งกันใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ โดยทรัพยากรเหล่านั้นอาจเป็นหน่วยประมวลผลกลาง CPU ความเร็วสูง ฮาร์ดดิสก์ เครื่องพิมพ์ หรือแม้แต่อุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะเชื่อมอยู่กับคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง วิธีการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อจัดสรรการใช้งานทรัพยากรในระบบเครือข่ายสามารถจำแนกได้เป็น 2 รูปแบบคือ


1.               เครือข่ายแบบพึ่งเครื่องบริการ (Server - based networking)
เป็นการเชื่อมต่อโดยมีเครื่องบริการอยู่ศูนย์กลาง ทำหน้าที่ในการให้บริการต่าง ๆ ที่เครื่องผู้ใช้หรือสถานีงาน (Workstation) ร้องขอ รวมทั้งเป็นผู้จัดการดูแลการจราจรในระบบเครือข่ายทั้งหมด นั่นคือการติดต่อกันระหว่างเครื่องต่าง ๆ จะต้องผ่านเครื่องเซิร์ฟเวอร์ เครื่องผู้ใช้จะทำการประมวลผลในงานของตนเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ในการให้บริการกับเครื่องอื่น ๆ ในระบบ
เครื่องผู้บริการในระบบเครือข่ายชนิดนี้อาจมีได้ 2 รูปแบบคือ
                เครื่องบริการแบบอุทิศ (Dedicated Server) หมายถึงเครื่องบริการทำหน้าที่บริการอย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ในงานทั่ว ๆไปได้ ข้อดีคือทำให้ระบบมีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพสูง ข้อเสียคือไม่สามารถใช้งานเครื่องที่มีราคาสูงได้
เครื่องบริการแบบไม่อุทิศ (Non - Dedicated Server) หมายถึงเครื่องบริการยังสามารถใช้งานได้ตามปกติเหมือนเครื่องลูกข่าย ซึ่งมีข้อเสียที่สำคัญคือมีประสิทธิภาพของเครือข่ายจะลดลง ทำให้วิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมในการใช้งาน
2.               เครือข่ายแบบเท่าเทียม (Peer - to Peer networking)
เป็นการเชื่อมต่อที่เครื่องทุกเครื่องในระบบเครือข่ายมีสถานะเท่าเทียมกันหมด โดยเครื่องทุกเครื่องสามารถเป็นได้ทั้งเครื่องผู้ใช้และเครื่องบริการในขณะใดขณะหนึ่ง นั่นคือเครื่องทุกเครื่องเปรียบเสมือนกับเป็นเครื่องบริการแบบไม่อุทิศ (Non - Dedicated Server) นั่นเอง ในระบบเครือข่ายประเภทนี้การติดต่อระหว่างแต่ละเครื่องจะสามารถติดต่อกันได้โดยตรง มีข้อเสียคือประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลด้อยกว่าแบบแรก ทำให้ไม่เหมาะกับระบบที่มีการใช้งานการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายมาก ๆ
ส่วนประกอบพื้นฐานของระบบ LAN
1.               Network Operating System (NOS)
ระบบปฏิบัติการเครือข่าย (Network Operating System) มีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของเครือข่าย เช่นเดียวกับการที่ระบบปฏิบัติการ (Operating System) ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเอง ซึ่งในเครือข่ายแบบ Peer - to - Pear เช่น Windows for Workggroups จะมีระบบปฏิบัติการเครือข่ายอยู่ในเครื่องทุกเครื่องของเครือข่าย ในขณะที่ในเครือข่ายแบบ Serverbased เช่น netware หรือ Window NT นั้น ระบบปฏิบัติการเครือข่ายจะอยู่ที่เครื่อง Server ในขณะที่ workstation จะใช้ซอร์ฟแวร์ขนาดเล็กอีกตัวในการติดต่อรับ - ส่งข้อมูลกับ Server
2.               เครื่องบริการและสถานีงาน (Server and Workstation)
ก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประกอบกันเป็นเครือข่ายนั้นเอง โดยเครื่องบริการจะเป็นเครื่องหลักที่มีหน้าที่ให้บริการต่าง ๆ แก่สถานีงานหรือโหนด ซึ่งบริการหลัก ๆ ก็คือบริการแฟ้มข้อมูล บริการเครื่องพิมพ์ บริการแฟกซ์ บริการฐานข้อมูล เป็นต้น ส่วน นั้นก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้ใช้ในการติดต่อเข้าเครือข่ายนั้นเอง
3.               แผงวงจรเชื่อมต่อเครือข่าย (Network Interface Card - NIC)
จะเป็นอุปกรณ์ที่เป็นแผงวงจรสำหรับเสียบเข้าช่องต่อขยาย (expansion bus) ของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถต่อสายของเครือข่ายเข้ามาและทำการติดต่อส่งข้อมูลกับเครือข่ายได้
4.               ระบบการเดินสาย (Cabling System)
ระบบการเดินสายจะเป็นสื่อที่เชื่อมคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยสายต่าง ๆ คือ UTP/STP , Coaxial , Fiber Optic หรือแม้แต่การเชื่อมกันแบบไร้สาย เช่น Infared หรือสัญญาณวิทยุก็ได้
5.               ทรัพยากรและอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกัน (Shared Resources and Peripherals)
จะรวมถึงอุปกรณ์หน่วยความจำถาวร เช่น ฮาร์ดดิสก์ หรือเทปที่ต่ออยู่กับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ตลอดจนเครื่องพิมพ์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งผู้ใช้ในเครือข่ายที่ได้รับอนุญาตสามารถใช้งานได้

ข้อดีของระบบ LAN
1.               เนื่องจาผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในวง LAN เดียวกันสามารถใช้ทรัพยากรที่มีในวง LAN ร่วมกันได้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อสำหรับอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ เช่น เครื่องพิมพ์ หรือสแกนเนอร์ เป็นต้น
2.               การขนย้ายข้อมูลระหว่างเครื่องต่อเครื่องในระบบ ทำได้รวดเร็วกว่าการขนย้ายข้อมูลด้วยแผ่นดิสเก็ต
3.               เป็นระบบพื้นฐานในการเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต
ข้อเสียของระบบ LAN
1.                                                    ถ้าสายขาดจะไม่สามารถโอนถ่ายข้อมูลได้

 เครือข่ายในเขตเมือง(Metropolitan Area Network : MAN )เป็นระบบเครือข่ายที่มีขนาดอยู่ระหว่าง Lan และ Wan เป็นระบบเครือข่ายที่ใช้ภายในเมืองหรือจังหวัดเท่านั้น การเชื่อมโยงจะต้องอาศัยระบบบริการเครือข่ายสาธารณะ จึงเป็นเครือข่ายที่ใช้กับองค์การที่มีสาขาห่างไกลและต้องการเชื่อมสาขา เหล่านั้นเข้าด้วยกัน เช่น ธนาคาร   เครือข่ายแวนเชื่อมโยงระยะไกลมาก จึงมีความเร็วในการสื่อสารไม่สูง เนื่องจากมีสัญญาณรบกวนในสาย เทคโนโลยีที่ใช้กับเครือข่ายแวนมีความหลากหลาย มีการเชื่อมโยงระหว่างประเทศด้วยช่องสัญญาณดาวเทียม เส้นใยนำแสง คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ สายเคเบิล

เครือข่ายวงกว้าง WAN (Wide area network) แวน หรือ ข่ายงานบริเวณกว้าง (Wide area network หรือ WAN) คือ ข่ายงานที่อยู่ห่างไกลกันมาก อาจจะอยู่ระหว่างเมือง หรือระหว่างประเทศ เช่น การเชื่อมต่อเครือข่ายของสำนักงานสาขาย่อยเข้ากับเครือข่ายของสำนักงานใหญ่ ที่อยู่ห่างกันไกล อาจจะอยู่กันคนละที่หรือคนละเมืองกัน แต่ติดต่อกันด้วยระบบการสื่อสารทางไกลความเร็วสูง หรือโดยการใช้การส่งสัญญาณ ผ่านดาวเทียมเพื่อเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ให้ติดต่อถึงกันได้ ข่ายงานแต่ละข่ายงานจะอยู่ห่างกันประมาณ 2 ไมล์ซึ่งไกลกว่า ข่ายงานบริเวณเฉพาะที่ แลน ที่อาจอยู่ภายในอาคารหรือบริเวณมหาวิทยาลัยเดียวกับ แวนไร้สาย (wireless wide area network) ข่ายงานบริเวณกว้างไร้สาย

รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่าย ( Topologies ) รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่ายหรือมักเรียกสั้น ๆ ว่า โทโพโลยี เป็นลักษณะทั่วไปที่กล่าวถึงการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทางกายภาพว่ามีรูปแบบหน้าตาอย่างไร เพื่อให้สามารถสื่อสารร่วมกันได้และด้วยเทคโนโลยีเครือข่ายท้องถิ่นจะมีรูปแบบของโทโพโลยีหลายแบบด้วยกัน ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจแต่ละโทโพโลยีว่ามีความคล้ายคลึง หรือแตกต่างกันอย่างไร รวมถึงข้อดีและข้อเสียของแต่ละโทโพโลยี และโดยปกติโทโพโลยีที่นิยมใช้กันบนเครือข่ายท้องถิ่นจะมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ

โทโพโลยีแบบบัส
โทโพโลยีแบบดาว
โทโพโลยีแบบวงแหวน

1. แบบบัส ( BUS Topology ) เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องบนสายสัญญาณหลักเส้นเดียว ที่เรียกว่า BUS ทีปลายทั้งสองด้านปิดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Teminator ไม่มีคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ คอมพิวเตอร์เครื่องใดหยุดทำงาน ก็ไม่มีผลกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ในเครือข่าย




สามารถติดตั้งได้ง่าย เนื่องจากเป็นโครงสร้างเครือข่ายที่ไม่ซับซ้อน
การเดินสายเพื่อต่อใช้งาน สามารถทำได้ง่าย
ประหยัดค่าใช้จ่าย กล่าวคือ ใช้สายส่งข้อมูลน้อยกว่า เนื่องจากสามารถเชื่อมต่อกับสายหลักได้ทันที
ง่ายต่อการเพิ่มสถานีใหม่เข้าไปในระบบ โดยสถานีนี้สามารถใช้สายส่งข้อมูลที่มีอยู่แล้วได้
ข้อเสียของการเชื่อแบบบัส คือ

1. ถ้ามีสายเส้นใดเส้นหนึ่งหลุดไปจากสถานีใดสถานีหนึ่ง ก็จะทำให้ระบบเครือข่ายนี้หยุดการทำงานลงทันที

2. ถ้าระบบเกิดข้อผิดพลาดจะหาข้อผิดพกลาดได้ยาก โดยเฉพาะถ้าเป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่

2. แบบดาว ( Star topology ) เป็นการเชื่อมต่อสถานีหรือจุดต่าง ๆ ออกจากคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางหรือคอมพิวเตอร์แม่ข่ายที่เรียกว่า File Server แต่ละสถานีจะมีสายสัญญาณเชื่อมต่อกับศูนย์กลาง ไม่มีการใช้สายสัญญาณร่วมกัน เมื่อสถานีใดเกิดความเสียหายจะไม่มีผลกระทบกับสถานีอื่น ๆ ปัจจุบันนิยมใช้อุปกรณ์ HUB เป็นตัวเชื่อมต่อจากคอมพิวเตอร์แม่ข่ายหรือคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง



ข้อดีของการเชื่อมแบบดาว คือ ง่ายต่อการใช้บริการ เพราะมีศูนย์กลางอยู่ที่คอมพิวเตอร์แม่ข่ายอยู่เครื่องเดียวและเมื่อเกิดความเสียหายที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นก็จะไม่มีผลกระทบอันใดเพราะใช้สายคนละเส้น

ข้อเสียของการเชื่อมแบบดาว คือ ต้องใช้สายสัญญาณจำนวนมาก เพราะแต่ละสถานีมีสายสัญญาณของตนเองเชื่อมต่อกับศูนย์กลางจึงเหมาะสมกับเครือข่ายระยะใกล้มาก กว่าการเชื่อมต่อเครือข่ายระยะไกล การขยายระบบก็ยุ่งยากเพราะต้องเชื่อมต่อสายจากศูนย์กลางออกมา ถ้าศูนย์กลางเสียหายระบบจะใช้การไม่ได้

3. แบบวงแหวน ( Ring Topology ) เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายเป็นรูปวงแหวนหรือแบบวนรอบ โดยสถานีแรกเชื่อมต่อกับสถาน สุดท้าย การรับส่งข้อมูลในเครือข่ายจะต้องผ่านทุกสถานี โดยมีตัวนำสารวิ่งไปบนสายสัญญาณของแต่ละสถานี ต้องคอยตรวจสอบข้อมูลที่ส่งมา ถ้าไม่ใช่ของตนเองต้องส่งผ่านไปยังสถานีอื่นต่อไป
ข้อดีของการเชื่อมแบบวงแหวน คือ ใช้สายสัญญาณน้อยกว่าแบบดาว เหมาะกับการเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณใยแก้วนำแสง เพราะส่งข้อมูลทางเดียวกันด้วยความเร็วสูง

ข้อเสียของการเชื่อมแบบวงแหวน คือ ถ้าสถานีใดเสียระบบก็จะไม่สามารถทำงานต่อไปได้จนกว่าจะแก้ไขจุดเสียนั้น และยากในการตรวจสอบว่ามีปัญหาที่จุดใดและถ้าต้องการเพิ่มสถานีเข้าไปจะพกหระทำได้ยากด้วย

ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์



เครือข่ายสามารถจำแนกออกได้หลายประเภทแล้วแต่เกณฑ์ที่ใช้ เช่น ขนาด ลักษณะการแลกเปลี่ยนข้อมูลของคอมพิวเตอร์ เป็นต้น โดยทั่วไปการจำแนกประเภทของเครือข่ายมีอยู่ 3 วิธีคือ

1. ใช้ขนาดทางกายภาพของเครือข่ายเป็นเกณฑ์ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้
       

         1.1 LAN (Local Area Network) : ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น

เป็นระบบเครือข่ายที่ใช้งานอยู่ในบริเวณที่ไม่กว้างนัก     อาจใช้อยู่ภายในอาคารเดียวกันหรืออาคารที่อยู่ใกล้กัน เช่น  ภายในมหาวิทยาลัย  อาคารสำนักงาน  คลังสินค้า หรือโรงงาน เป็นต้น  การส่งข้อมูลสามารถทำได้ด้วยความเร็วสูง และมีข้อผิดพลาดน้อย ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่นจึงถูกออกแบบมาให้ช่วยลดต้นทุนและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ร่วมกัน 

1.2 MAN (Metropolitan Area Network) : ระบบเครือข่ายระดับเมือง
เป็นระบบเครือข่ายที่มีขนาดอยู่ระหว่าง Lan และ Wan เป็นระบบเครือข่ายที่ใช้ภายในเมืองหรือจังหวัดเท่านั้น การเชื่อมโยงจะต้องอาศัยระบบบริการเครือข่ายสาธารณะ จึงเป็นเครือข่ายที่ใช้กับองค์การที่มีสาขาห่างไกลและต้องการเชื่อมสาขาเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เช่น ธนาคาร   เครือข่ายแวนเชื่อมโยงระยะไกลมาก จึงมีความเร็วในการสื่อสารไม่สูง เนื่องจากมีสัญญาณรบกวนในสาย เทคโนโลยีที่ใช้กับเครือข่ายแวนมีความหลากหลาย มีการเชื่อมโยงระหว่างประเทศด้วยช่องสัญญาณดาวเทียม เส้นใยนำแสง คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ สายเคเบิล


1.3 WAN (Wide Area Network) : 
ระบบเครือข่ายระดับประเทศ หรือเครือข่ายบริเวณกว้าง

เป็นระบบเครือข่ายที่ติดตั้งใช้งานอยู่ในบริเวณกว้าง เช่น ระบบเครือข่ายที่ติดตั้งใช้งานทั่วโลก เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่อยู่ห่างไกลกันเข้าด้วยกัน อาจจะต้องเป็นการติดต่อสื่อสารกันในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลกก็ได้ ในการเชื่อมการติดต่อนั้น จะต้องมีการต่อเข้ากับระบบสื่อสารขององค์การโทรศัพท์หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทยเสียก่อน เพราะจะเป็นการส่งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกันโดยปกติมีอัตราการส่งข้อมูลที่ต่ำและมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาด การส่งข้อมูลอาจใช้อุปกรณ์ในการสื่อสาร เช่น โมเด็ม (Modem) มาช่วย


2.
ใช้ลักษณะหน้าที่การทำงานของคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายเป็นเกณฑ์ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้
2.1 Peer-to-Peer Network หรือเครือข่ายแบบเท่าเทียม
        เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่อง จะสามารถแบ่งทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์หรือเครื่องพิมพ์ซึ่งกันและกันภายในเครือข่ายได้ เครื่องแต่ละเครื่องจะทำงานในลักษณะที่ทัดเทียมกัน ไม่มีเครื่องใดเครื่องเครื่องหนึ่งเป็นเครื่องหลักเหมือนแบบ Client / Server แต่ก็ยังคงคุณสมบัติพื้นฐานของระบบเครือข่ายไว้เหมือนเดิม การเชื่อมต่อแบบนี้มักทำในระบบที่มีขนาดเล็กๆ เช่น หน่วยงานขนาดเล็กที่มีเครื่องใช้ไม่เกิน 10 เครื่อง การเชื่อมต่อแบบนี้มีจุดอ่อนในเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัย แต่ถ้าเป็นเครือข่ายขนาดเล็ก และเป็นงานที่ไม่มีข้อมูลที่เป็นความลับมากนัก เครือข่ายแบบนี้ ก็เป็นรูปแบบที่น่าเลือกนำมาใช้ได้เป็นอย่างดี

2.2 Client-Server Network 
หรือเครือข่ายแบบผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ
          เป็นระบบที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องมีฐานะการทำงานที่เหมือน ๆ กัน เท่าเทียมกันภายในระบบ เครือข่าย แต่จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่อง Server ที่ทำหน้าที่ให้บริการทรัพยากรต่าง ๆ ให้กับ เครื่อง Client หรือเครื่องที่ขอใช้บริการ ซึ่งอาจจะต้องเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพที่ค่อนข้างสูง ถึงจะทำให้การให้บริการมีประสิทธิภาพตามไปด้วย ข้อดีของระบบเครือข่าย Client - Server เป็นระบบที่มีการรักษาความปลอดภัยสูงกว่า ระบบแบบ Peer To Peer เพราะว่าการจัดการในด้านรักษาความปลอดภัยนั้น จะทำกันบนเครื่อง Server เพียงเครื่องเดียว ทำให้ดูแลรักษาง่าย และสะดวก มีการกำหนดสิทธิการเข้าใช้ทรัพยากรต่าง ๆให้กับเครื่องผู้ขอใช้บริการ หรือเครื่องClient


3. ใช้ระดับความปลอดภัยของข้อมูลเป็นเกณฑ์  
การแบ่งประเภทเครือข่ายตามระดับความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งจะแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ อินเทอร์เน็ต (Internet) อินทราเน็ต (Intranet) และ เอ็กส์ทราเน็ต (Extranet) อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายสาธารณะที่ทุกคนสามารถเชื่อมต่อเข้าได้ เครือข่ายนี้จะไม่มีความปลอดภัยของข้อมูลเลย ถ้าทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่แชร์ไว้บนอินเทอร์เน็ตได้ ในทางตรงกันข้าม อินทราเน็ตเป็นเครือข่ายส่วนบุคคล ข้อมูลจะถูกแชร์เฉพาะผู้ที่ใช้อยู่ข้างในเท่านั้น หรือผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไม่สามารถเข้ามาดูข้อมูลในอินทราเน็ตได้ ถึงแม้ว่าทั้งสองเครือข่ายจะมีการเชื่อมต่อกันอยู่ก็ตาม ส่วนเอ็กทราเน็ตนั้นเป็นเครือข่ายแบบกึ่งอินเทอร์เน็ตและอินทราเน็ตกล่าวคือ การเข้าใช้เอ็กส์ทราเน็ตนั้นมีการควบคุม เอ็กส์ทราเน็ตส่วนใหญ่จะเป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อระหว่างองค์กรเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลบางอย่างซึ่งกันและกัน ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลนี้ต้องมีการควบคุม เพราะเฉพาะข้อมูลบางอย่างเท่านั้นที่ต้องการแลกเปลี่ยน

3.1 อินเทอร์เน็ต (Internet) เครือข่ายสาธารณะ

อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วโลก ซึ่งมีคอมพิวเตอร์เป็นล้านๆเครื่องเชื่อมต่อเข้ากับระบบและยังขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี    อินเทอร์เน็ตมีผู้ใช้ทั่วโลกหลายร้อยล้านคน และผู้ใช้เหล่านี้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้อย่างอิสระ   โดยที่ระยะทางและเวลาไม่เป็นอุปสรรค     นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถเข้าดูข้อมูลต่าง ๆ  ที่ถูกตีพิมพ์ในอินเทอร์เน็ตได้   อินเทอร์เน็ตเชื่อมแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจ มหาวิทยาลัย หน่วยงานของรัฐบาล หรือแม้กระทั่งแหล่งข้อมูลบุคคล องค์กรธุรกิจหลายองค์กรได้ใช้อินเทอร์เน็ตช่วยในการทำการค้า เช่น การติดต่อซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตหรืออีคอมเมิร์ช (E-Commerce) ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับการทำธุรกิจที่กำลังเป็นที่นิยม     เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกกว่าและมีฐานลูกค้าที่ใหญ่มาก   ส่วนข้อเสียของอินเทอร์เน็ตคือ   ความปลอดภัยของข้อมูล   เนื่องจากทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างที่แลกเปลี่ยนผ่านอินเทอร์เน็ตได้
อินเทอร์เน็ตใช้โปรโตคอลที่เรียกว่า “TCP/IP (Transport Connection Protocol/Internet Protocol)” ในการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่าย ซึ่งโปรโตคอลนี้เป็นผลจากโครงการหนึ่งของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โครงการนี้มีชื่อว่า ARPANET (Advanced Research Projects Agency Network) ในปี ค.ศ.1975 จุดประสงค์ของโครงการนี้เพื่อเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่อยู่ห่างไกลกัน และภายหลังจึงได้กำหนดให้เป็นโปรโตคอลมาตรฐานในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นเครือข่ายสาธารณะ ซึ่งไม่มีผู้ใดหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง การเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตต้องเชื่อมต่อผ่านองค์กรที่เรียกว่า “ISP (Internet Service Provider)” ซึ่งจะทำหน้าที่ให้บริการในการเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต นั่นคือ ข้อมูลทุกอย่างที่ส่งผ่านเครือข่าย ทุกคนสามารถดูได้ นอกเสียจากจะมีการเข้ารหัสลับซึ่งผู้ใช้ต้องทำเอง

3.2 อินทราเน็ต (Intranet) หรือเครือข่ายส่วนบุคคล

ตรงกันข้ามกับอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ตเป็นเครือข่ายส่วนบุคคลที่ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต เช่น เว็บ, อีเมล, FTP เป็นต้น อินทราเน็ตใช้โปรโตคอล TCP/IP สำหรับการรับส่งข้อมูลเช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งโปรโตคอลนี้สามารถใช้ได้กับฮาร์ดแวร์หลายประเภท และสายสัญญาณหลายประเภท ฮาร์ดแวร์ที่ใช้สร้างเครือข่ายไม่ใช่ปัจจัยหลักของอินทราเน็ต แต่เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำให้อินทราเน็ตทำงานได้ อินทราเน็ตเป็นเครือข่ายที่องค์กรสร้างขึ้นสำหรับให้พนักงานขององค์กรใช้เท่านั้น การแชร์ข้อมูลจะอยู่เฉพาะในอินทราเน็ตเท่านั้น หรือถ้ามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับโลกภายนอกหรืออินเทอร์เน็ต องค์กรนั้นสามารถที่จะกำหนดนโยบายได้ ในขณะที่การแชร์ข้อมูลอินเทอร์เน็ตนั้นยังไม่มีองค์กรใดที่สามารถควบคุมการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต พนักงานบริษัทของบริษัทสามารถติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกเพื่อการค้นหาข้อมูลหรือทำธุรกิจต่าง ๆ การใช้โปรโตคอล TCP/IP ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้เครือข่ายจากที่ห่างไกลได้ (Remote Access) เช่น จากที่บ้าน หรือในเวลาที่ต้องเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจ การเชื่อมต่อเข้ากับอินทราเน็ต โดยการใช้โมเด็มและสายโทรศัพท์ ก็เหมือนกับการเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต แต่แตกต่างกันที่เป็นการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายส่วนบุคคลแทนที่จะเป็นเครือข่ายสาธารณะอย่างเช่นอินเทอร์เน็ต การเชื่อมต่อกันได้ระหว่างอินทราเน็ตกับอินเทอร์เน็ตถือเป็นประโยชน์ที่สำคัญอย่างหนึ่ง
ระบบการรักษาความปลอดภัยเป็นสิ่งที่แยกอินทราเน็ตออกจากอินเทอร์เน็ต เครือข่ายอินทราเน็ตขององค์กรจะถูกปกป้องโดยไฟร์วอลล์ (Firewall) ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่กรองข้อมูลที่แลกเปลี่ยนกันระหว่างอินทราเน็ตและอินเทอร์เน็ตเมื่อทั้งสองระบบมีการเชื่อมต่อกัน ดังนั้นองค์กรสามารถกำหนดนโยบายเพื่อควบคุมการเข้าใช้งานอินทราเน็ตได้
อินทราเน็ตสามารถสนองความต้องการของผู้ใช้ในองค์กรได้หลายอย่าง ความง่ายในการตีพิมพ์บนเว็บทำให้เป็นที่นิยมในการประกาศข่าวสารขององค์กร เช่น ข่าวภายในองค์กร กฎ ระเบียบ และมาตรฐาน การปฏิบัติงานต่าง ๆ เป็นต้น หรือแม้กระทั่งการเข้าถึงฐานข้อมูลขององค์กรก็ง่ายเช่นกัน ผู้ใช้สามารถทำงานร่วมกันได้ง่าย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3.3
 เอ็กส์ทราเน็ต (Extranet) หรือเครือข่ายร่วม

เอ็กส์ทราเน็ต (Extranet) เป็นเครือข่ายกึ่งอินเทอร์เน็ตกึ่งอินทราเน็ต กล่าวคือ เอ็กส์ทราเน็ตคือเครือข่ายที่เชื่อมต่อระหว่างอินทราเน็ตของสององค์กร ดังนั้นจะมีบางส่วนของเครือข่ายที่เป็นเจ้าของร่วมกันระหว่างสององค์กรหรือบริษัท การสร้างอินทราเน็ตจะไม่จำกัดด้วยเทคโนโลยี แต่จะยากตรงนโยบายที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ทั้งสององค์กรจะต้องตกลงกัน เช่น องค์กรหนึ่งอาจจะอนุญาตให้ผู้ใช้ของอีกองค์กรหนึ่งล็อกอินเข้าระบบอินทราเน็ตของตัวเองหรือไม่ เป็นต้น การสร้างเอ็กส์ทราเน็ตจะเน้นที่ระบบการรักษาความปลอดภัยข้อมูล รวมถึงการติดตั้งไฟร์วอลล์หรือระหว่างอินทราเน็ตและการเข้ารหัสข้อมูลและสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ นโยบายการรักษาความปลอดภัยข้อมูลและการบังคับใช้

บทที่ 1 พื้นฐานการสื่อสารข้อมูล


บทที่ 1 พื้นฐานการสื่อสารข้อมูล

ความหมายของการสื่อสารข้อมูล  
             การสื่อสารข้อมูล (Data Communications) หมายถึงกระบวนการถ่ายโอนหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างผู้ส่งและผู้รับ โดยผ่านช่องทางสื่อสาร เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือคอมพิวเตอร์เป็นตัวกลางในการส่งข้อมูลเพื่อให้ผู้ส่งและผู้รับเกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน
วิธีการส่งข้อมูลนี้ จะแปลงข้อมูลเป็นสัญญาณ หรือรหัสเสียก่อนแล้วจึงส่งไปยังผู้รับ และเมื่อถึงปลายทางหรือผู้รับก็จะต้องมีการแปลงสัญญาณนั้นกลับมาให้อยู่ในรูปที่มนุษย์ สามารถที่จะเข้าใจได้ ในระหว่างการส่งอาจจะมีอุปสรรค์ที่เกิดขึ้นก็คือ สิ่งรบกวน (Noise) จากภายนอกทำให้ข้อมูลบางส่วนเสียหายหรือผิดเพี้ยนไปได้ซึ่งระยะทางก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้วยเพราะถ้าระยะทางในการส่งยิ่งมากก็อาจจะทำให้เกิดสิ่งรบกวนได้มากเช่นกัน จึงต้องมีหาวิธีลดสิ่งรบกวนเหล่านี้ โดยการพัฒนาตัวกลางในการสื่อสารที่จะทำให้เกิดการรบกวนน้อยที่สุด แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
1.แบบมีเส้นทางนำสัญญาณ  (Guided Media)
2.แบบไม่มีเส้นทางนำสัญญาณ  (Unguided Media)

รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
สามารถจัดรูปแบบได้เป็น 4 รูปแบบดังนี้
              1. แบบทิศทางเดียวหรือซิมเพล็กซ์ (One-Way หรือ Simplex )ใน การส่งสัญญาณข้อมูลแบบ simplex ข้อมูลจะถูกส่งไปในทางเดียวเท่านั้น และตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น การกระจายเสียงของ สถานี วิทยุ หรือ การแพร่ภาพทางโทรทัศน์ เป็นต้น
รูปแบบSimplex

               2. แบบกลึ่งทางกึ่งทางคู่หรือครึ่งดูเพล็กซ์ (Either-Way of Two Waysหรือ Half Duplex) การ สื่อสารแบบ Half Duplex เราสามารถส่งข้อมูลสวนทางกันได้แต่ต้องสลับกันส่ง จะทำใน เวลาเดียว กันไม่ได้ ตัวอย่างเช่น วิทยุสื่อสารของตำรวจแบบ Walkly-Talkly ซึ่งต้องอาศัยการ สลับสวิตซ์ เพื่อแสดง การเป็นผู้ส่งสัญญาณคือต้องผลัดกันพูด บางครั้งเราเรียกการสื่อสารแบบ Haft Duplex ว่า แบบสายคู่ ( Two-WireLine)
รูปแบบHalfDuplex

                 3. แบบทางคู่ (Full-Duplex) ใน แบบนี้เราสามารถส่งข้อมูล ได้พร้อมๆ กันทั้งสองทาง ตัวอย่างเช่น การพูดคุยโทรศัพท์ โดยสามารถ สื่อสารพร้อมกันได้ทั้งสองฝ้่าย บางครั้ง เรียกการสื่อสาร แบบทางคูว่า Four-Wire Line


                                       รูปแบบFull-Duplex

                  4.   แบบสะท้อนสัญญาณหรือ เอ๊กโคเพล๊กซ์ (Echo-Plex) เป็นการส่งสัญญาณที่รวมทั้ง Half-Duplex และ Full-Duplex ไว้รวมกัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคีย์บอร์ และจอภาพของเครือง Terminal ของ Main Frame หรือ Host คอมพิวเตอร์ ในระหว่างการคีย์ข้อความผ่านคีย์บอร์ดเพื่อให้ Host คอมพิวเตอร์รับข้อความหรือทำตามคำสั่งข้อความ หรือคำสั่ง จะปรากฏบนจอภาพคอมพิวเตอร์ของเครื่องTerminal ด้วยเช่นกัน เนื่องจากขณะที่สัญญาณตัวอักขระที่ถูกส่งจากคีย์บอร์ดไปยัง Host ซึ่ง เป็นแบบ Full-Duplex จะสะท้อนกลับมาปรากฏที่จอภาพเครือง Terminal ด้วย

ความหมายของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) คือ กลุ่มของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ถูกนำมาเชื่อมต่อกันผ่าน อุปกรณ์ด้านการสื่อสารหรือสื่ออื่นใด ทำให้ผู้ใช้ในระบบเครือข่ายสามารถติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนและใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ของเครือข่ายร่วมกันได้
การที่เครือข่ายคอมพิวเตอร์มีบทบาท และความสำคัญเพิ่มขึ้นเพราะไมโครคอมพิวเตอร์ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลาย จึงเกิดความต้องการที่จะเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของระบบให้สูงขึ้น   เพิ่มการใช้งานด้านต่าง ๆ และลดต้นทุนระบบโดยรวมลง เครือข่ายมีตั้งแต่ขนาดเล็กที่เชื่อมต่อกันด้วยคอมพิวเตอร์เพียงสองสาม เครื่องเพื่อใช้งานในบ้าน หรือในบริษัทเล็กๆ ไปจนถึงเครือข่ายระดับโลกที่ครอบคลุมไปเกือบทุก    ประเทศเครือข่ายสามารถเชื่อม ต่อคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมากทั่วโลกเข้าด้วยกัน เราเรียกว่า เครือข่ายอินเทอร์เน็ต

ความหมายของเครือข่าย
นักวิชาการและผู้รู้หลายท่านทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้ให้คำจำกัดความและความหมายของ “เครือข่าย (Network)” ไว้มากมาย แต่ส่วนใหญ่จะมีความคล้ายคลึงกัน ดังนี้
·       ในพจนานุกรมของ The Webster’s Collegiate ได้ให้คำจำกัดความของ “เครือข่าย” ไว้ว่า เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือบริการกันระหว่างบุคคล กลุ่มหรือสถาบัน
·     Paul Starkey ที่ปรึกษาทางวิชาการด้านการสร้างเครือข่ายในแอฟริกา ให้ความหมายของ “เครือข่าย” ว่า คือ กลุ่มของคนหรือองค์กรที่สมัครใจแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลระหว่างกัน หรือทำกิจกรรมร่วมกัน ในลักษณะที่บุคคลหรือองค์กรสมาชิกยังคงมีความเป็นอิสระในการดำเนินกิจกรรม ของตน ในความหมายนี้ สาระสำคัญ คือ ความสัมพันธ์ของสมาชิกในเครือข่ายต้องเป็นไปโดยสมัครใจ กิจกรรมที่ทำในเครือข่ายต้องมีลักษณะเท่าเทียมกันหรือแลกเปลี่ยนซึ่งกันและ กัน และการเป็นสมาชิกของเครือข่ายไม่มีผลกระทบต่อความเป็นอิสระหรือความเป็นตัว ของตัวเองของคนหรือองค์กรนั้นๆ
               นอกจากนี้ นักวิชาการจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของประเทศไทยได้ให้คำจำกัดความของ “เครือข่าย” ในหลายมุมมองออกไป ดังนี้
·       “เครือข่าย” หมายถึง การประสานงานรูปแบบหนึ่งที่โยงใยการทำงานของกลุ่มบุคคล  หรือ องค์กร หลายองค์กร ซึ่งมีทรัพยากร มีเป้าหมาย มีกลุ่มสมาชิกของตนเอง ที่มีความคิด มีปัญหา มีความต้องการในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหมือนกันหรือคล้ายกัน มาติดต่อประสานงานหรือร่วมกันทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง เพื่อแก้ไขปัญหาหรือสนองความต้องการในเรื่องนั้นๆ โดยยึดหลักการทำงานร่วมกันบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน เคารพซึ่งกันและกัน มากกว่าการเชื่อฟังและปฏิบัติตามผู้มีอำนาจสั่งการ
·       “เครือข่าย” คือ การเชื่อมโยงของกลุ่มของคนหรือกลุ่มองค์กรที่สมัครใจ ที่จะแลกเปลี่ยนข่าวสารร่วมกัน หรือทำกิจกรรมร่วมกัน โดยมีการจัดระเบียบโครงสร้างของคนในเครือข่ายด้วยความเป็นอิสระ เท่าเทียมกันภายใต้พื้นฐานของความเคารพสิทธิ เชื่อถือ เอื้ออาทร ซึ่งกันและกัน ประเด็นสำคัญของนิยามข้างต้น คือ
Ø    ความสัมพันธ์ของสมาชิกในเครือข่ายต้องเป็นไปโดยสมัครใจ
Ø    กิจกรรมที่ทำในเครือข่ายต้องมีลักษณะเท่าเทียมหรือแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน
Ø    การเป็นสมาชิก เครือข่ายต้องไม่มีผลกระทบต่อความเป็นอิสระหรือความเป็นตัวของตัวเองของคนหรือองค์กรนั้น ๆ
·       “เครือข่าย” หมายถึง รูปแบบของการประสานงานกลุ่มของคนหรือองค์กรที่สมัครใจแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลระหว่างกัน  หรือทำกิจกรรมร่วมกัน  ช่วยเหลือกัน  โดยการติดต่ออาจทำได้ทั้งที่ผ่านศูนย์กลางแม่ข่ายหรือแกนนำ หรืออาจจะไม่มีแม่ข่ายหรือแกนนำแต่จะทำการติดต่อโดยตรงระหว่างกลุ่ม   ซึ่งจะมีการจัดรูปแบบหรือจัดระเบียบโครงสร้างที่คนหรือองค์กรสมาชิกยังคงมีความเป็นอิสระ โดยที่อาจมีรูปแบบการรวมตัวแบบหลวมๆ เฉพาะกิจ  ตามความจำเป็นหรือเป็นโครงสร้างที่มีความสัมพันธ์ชัดเจน
            เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) คือ กลุ่มของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ถูกนำมาเชื่อมต่อกันผ่านอุปกรณ์ด้านการสื่อสารหรือสื่ออื่นใด ทำให้ผู้ใช้ในระบบเครือข่ายสามารถติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนและใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ของเครือข่ายร่วมกันได้ 
           การที่เครือข่ายคอมพิวเตอร์มีบทบาท และความสำคัญเพิ่มขึ้นเพราะไมโครคอมพิวเตอร์ได้รับการใช้งาน
อย่างแพร่หลาย จึงเกิดความต้องการที่จะเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของระบบให้สูงขึ้นเพิ่มการใช้งานด้านต่าง ๆ และลดต้นทุนระบบโดยรวมลง เครือข่ายมีตั้งแต่ขนาดเล็กที่เชื่อมต่อกันด้วยคอมพิวเตอร์เพียงสองสามเครื่องเพื่อใช้งานในบ้าน หรือในบริษัทเล็กๆ ไปจนถึงเครือข่ายระดับโลกที่ครอบคลุมไปเกือบทุกประเทศเครือข่ายสามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมากทั่วโลกเข้าด้วยกัน เราเรียกว่า เครือข่ายอินเทอร์เน็ต   จะต้องประกอบไปด้วย
• แหล่งข้อมูลข่าวสาร (Source)
• สื่อ (Medium) ที่ใช้ในการนำข้อมูลไป
• ตัวรับข้อมูลข่าวสาร (Receiver)


วัตถุประสงค์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
วัตถุประสงค์ของการใช้ระบบเครือข่าย
วัตถุประสงค์ของการเลือกใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ก็เพื่อ
1.สามารถใช้โปรแกรมและข้อมูลร่วมกันได้
ก็ คือ เครื่องลูก(Client) สามารถเข้ามาใช้ โปรแกรม ข้อมูล ร่วมกันได้จากเครื่องแม่ (Server) หรือระหว่างเครื่องลูกกับเครื่องลูกก็ได้ เป็นการประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บโปรแกรม ไม่จำเป็นว่าทุกเครื่องต้องมีโปรแกรมเดียวกันนี้ในเครื่องของตนเอง
2.เพื่อความประหยัด
เพราะ ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า อย่างเช่นในสำนักงานหนึ่งมีเครื่องอยู่ 30 เครื่อง หรือมากกว่านี้ ถ้าไม่มีการนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้ จะเห็นว่าต้องใช้เครื่องพิมพ์อย่างน้อย 5 - 10 เครื่อง มาใช้งาน แต่ถ้ามีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้แล้วละก้อ ก็สามารถใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องพิมพ์ประมาณ 2-3 เครื่องก็พอต่อการใช้งานแล้ว เพราะว่าทุกเครื่องสามารถเข้าใช้เครื่องพิมพ์เครื่องไหนก็ได้ ผ่านเครื่องอื่น ๆ ที่ในระบบเครือข่ายเดียวกัน
3.เพื่อความเชื่อถือได้ของระบบงาน
นับ เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจ ถ้าทำงานได้เร็วแต่ขาดความน่าเชื่อถือก็ถือว่าใช้ไม่ได้ ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อนำระบบ Computer Network มาใช้งาน ทำระบบงานมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะจะมีการทำสำรองข้อมูลไว้ เมื่อเครื่องที่ใช้งานเกิดมีปัญหา ก็สามารถนำข้อมูลที่มีการสำรองมาใช้ได้อย่างทันที
4.ประหยัดเวลาค่าเดินทาง
เมื่อต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูล กัน ในที่ที่อยู่ห่างไกลกัน เช่น บริษัทแม่อยู่ที่ กรุงเทพ ส่วนบริษัทลูกอาจจะอยู่ตามต่างจังหวัด แต่ละที่ก็มีการเก็บข้อมูล การเงิน ประวัติลูกค้า และอื่นๆ แต่ถ้าต้องการใช้ข้อมูลของอีกที่หนึ่งจะเกิดความลำบาก ล่าช้า และไม่สะดวก จึงมีการนำหลักการของ Computer Network มาใช้งาน เช่น มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน หรือโปรแกรม ข้อมูล ร่วมกัน

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การดูสเปคเมนบอร์ด

ยี่ห้อ  ASUS H61M-A/USB3
ราคา   ฿2,060
สเปค    ASUS H61M-A/USB3
Model
H61M-A/USB3
CPU Support
Intel Socket 1155 for 3rd/2nd Generation Core i7/Core i5/Core i3/Pentium/Celeron Processors
Socket
1155
Chipset
Intel H61(B3)
FSBความถี่ที่เราสร้างขึ้นมาจากเมนบอร์ด
2200(O.C.)/2133(O.C.)/2000(O.C.)/1866(O.C.)/1600/1333/1066 MHz
RAM
2DDR-III2200(OC) Max. 16GB
VGA
1 Port
Sound
Realtek® ALC887 8-Channel High Definition Audio CODEC *1
LAN
Realtek® 8111F, 1 x Gigabit LAN Controller(s)
PCIe 1x
2 Slot
USB 2.0 Panel
2 Port
USB 3.0 back Panel
2 Port
DVI Port
1 Port
HDMI Port
1 Port
VGA Port
1 Port
OS Compatidility
Microsoft® Windows® 8 / 8 64-bit / 7 / 7 64-bit / Vista™ / Vista™ 64-bit / XP / XP 64-bit compliant
SATA3
4 Port (Internal)
PCIe 3.0 (at x16 mode)
1 x PCIe 3.0/2.0 x16
BIOS
64Mb Flash ROM, EFI BIOS, PnP, DMI v2.0, WfM2.0, SMBIOS v2.7, ACPI v2.0a,SLP3.0
Warranty

3Y

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อธิบายการดูสเปคเมนบอร์ด

Mainboard(วิธีเลือกซื้อเมนบอร์ด)

Mainboard (เมนบอร์ด) หลายๆท่านเวลาซื้อคอมพิวเตอร์สักเครื่อง สิ่งแรกที่ท่านดูก็คือCPU RAM แต่ สิ่งที่ท่านมองข้ามและสำคัญไม่แพ้ส่วนอื่นๆเลยก็คือ เมนบอร์ด ผมเป็นคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับเมนบอร์ดมากๆ โดยที่ ทุกครั้งที่ประกอบเครื่องคอมพ์ สักตัวหนึ่งสิ่งแรกที่ทำคือเลือกเมนบอร์ด
เพื่อนๆผมหลายๆคน ต้องการซื้อคอมพ์ประกอบเองแต่ไม่มีความรู้ ก็มาไหว้วานให้ไปเป็นเพื่อนผมก็มักจะปฎิเสธไม่ได้เสมอๆ จึงอยากเอามาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นแนวทางอีกอย่างหนึ่งในแง่มุมที่ผู้อ่านอาจจะไม่เคยมองเห็นว่า เมนบอร์ดมันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ??
การจะประกอบคอมสักเครื่องหัวใจหลักผมยกให้ เมนบอร์ดไม่ใช่ CPUเพราะในการอัพเกรดอุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงการต่อพ่วง หรือแม้กระทั่งโมดิฟายขีดจำกัด การอัพเกรดจะอยู่ที่ Mainboard ครับลองคิดดูว่าหากอยากจะเปลี่ยนแรมจาก DDR2 667 MHz มาเป็น DDR2 800 MHz แต่บัสของMainboardรองรับได้แค่ 667 MHz ก็น่าเสียดายที่อัพเกรดไม่ได้ ดังนั้นถ้าคิดจะอัพเกรดในภายภาคหน้าให้เลือกเมนบอร์ดที่สามารถอัพเกรดได้ไม่ติดขัด หากไม่คิดจะอัพเกรดก็ไม่จำเป็นจะต้องซื้อMainboardเกินตัว
อยากใช้สเปคแรงแค่ไหน Mainboard นี่แหละตัวควบคุมสเปคเหล่านี้เลยมาดูกันว่า Mainboard บอกอะไรกับเราบ้าง
1.CPU ปัจจุบันมี 2ค่ายคือ Intel และ AMD ต้องการใช้ค่ายไหนก็เลือก SOCKET Mainboard ให้ตรงกับCPUด้วยนะครับ แล้วCPU แต่ละรุ่น จะมีSOCKETแตกต่างกันตามการผลิตเช่น CPU Intel รุ่นเก่าๆหน่อยจะ เป็น SOCKET 458(ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) แต่ปัจจุบัน SOCKET ของ INtel ทุกรุ่นจะเป็น SOCKET 775 ทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ตระกูล Pentium ไปจนถึงCore 2 Duo เลย ตอนนี้ปี2009 Intel กำลังจะเปลี่ยนแพลตฟอร์มใหม่หันไปใช้ SOCKET ใหม่ซึ่งใช้กับCPU Core i7 แล้วSOCKET 775ก็จะเริ่มถูกแทนที่ด้วยSOCKETใหม่ตัวนี้ จนกระทั่งหมดความนิยมไป
2.Chipset (ชิปเซ็ท)Chipset เรียกได้ว่าเป็นหัวใจหลักของเมนบอร์ดทุกรุ่นเลยก็ว่าได้ประสิทธิภาพของเมนบอร์ดมีชิปเซ็ทเป็นตัวบ่งชี้ ยิ่งชิปเซ็ทมีประสิทธิภาพสูงการคอนโทรลอุปกรณ์ต่อพ่วงทุกชิ้นยิ่งมีประสิทธิภาพสูงตามไปด้วย
Chipsetมีหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ทุกอย่างที่ต่อพ่วงเข้ามากับตัวเมนบอร์ดจะมีChipset 2ตัวคือ Chipset NorthBridgeและChipset SouthBridgeChipset NorthBridge จะทำหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ที่มีความเร็วสูงจำพวก CPU RAM และ GraphicardChipset SouthBridge จะควบคุมอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ ที่มีความเร็วต่ำเช่น Harddisk Printer DVD-Writer เป็นต้นนอกจากนี้ยังรวมไปถึงการควบคุมระบบชั้นสูงเช่น Multi GPU , RAID , Over Clock เป็นต้น
Chipset มีการพัฒนาออกมาเรื่อยๆประสิทธิภาพการทำงานก็ดีขึ้นตามแต่ละชิปเซ็ทดังนั้นการเลือกซื้อChipsetให้เหมาะกับการใช้งานต้องอาศัยประสบการณ์และการค้นคว้าหาข้อมูลของChipsetแต่ละตัวว่ามีความสามรถจัดการ อุปกรณต่างๆได้ดีเพียงไรปัจจุบันในปลายปี2008-ต้นปี2009 Chipset Intelที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพสูงคือ Chipset P45
ยกตัวอย่างเช่น Chipset A มีระบบ Dual Chanelแต่ Chipset B ไม่รองรับระบบ Dual Chanel
เมนบอร์ด Chipset A เมื่อเปิดใช้งานระบบ Dual Chanelของ RAM จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของ RAM ดีกว่าเพราะว่าRAMวิ่งรับส่งข้อมูลแบบ 2ทาง
3.Slot PCI Mainboard ในปัจุบันจะมี Slot PCI , PCI 1x , PCI 16xมาให้อยู่แล้ว แต่จะกล่าวถึง Slot PCI 16x เนื่องจากเป็น SLOT ที่ใช้เสียบการ์ดจอ ดังนั้น การเลือกแบบ มี 1Slot หรือ2Slot ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานว่าจะใช้การ์ดจอกี่ตัว ส่วนSLOT PCI ,PCI 1x จะใช้กับการ์ดต่อพ่วงความเร็วต่ำเช่น การ์ดTV , Soundcard เป็นต้น
4.Port IDEและSATA2IDEและSATA2 มีไว้ต่อกับฮาร์ดดิสก์ ซึ่งเมนบอร์ดรุ่นใหม่จะมีมาให้ทั้ง 2พอร์ทแต่บอร์ดรุ่นเก่าๆจะไม่มีพอร์ท SATA2 มาให้ข้อแตกต่างของการเชื่อมต่อทั้ง2พอร์ทนี้คือ IDE/ATAจะต่อด้วยสายแพ 40-80เส้นตามแต่ละอินเตอร์เฟซ แต่SATA2 จะใช้สายแพขนาดเล็ก7เส้นเป็นตัวรับส่งข้อมูลซึ่งมีความเร็วสูงกว่าIDEมาก จะใช้ฮาร์ดดิสก์แบบใด ใช้กี่ลูกก็อย่าลืมดูจำนวนพอร์ทด้วยนะครับ
5.พอร์ทอื่นๆ -พอร์ท USB ปัจจุบันจะมีติดกับบอร์ดมาให้แบบพอเพียง-พอร์ท LAN จะมีแบบ 10/100 และ 1000(กิกะบิทแลน)เลือกใช้กันตามสะดวกนะครับ-พอร์ทพริ้นเตอร์ พอร์ทเหล่านี้มักจะมีมาให้อย่างเพียงพอกับการใช้งานเสมอครับ
6.การเลือกวัสดุการผลิตส่วนประกอบของเมนบอร์ด จะประกอบไปด้วยแผ่นวงจรหรือที่รียกกันว่าแผ่นปริ๊นท์-Capacitor(คาปาซิเตอร์)ตัวเก็บประจุ มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกหุ้มด้วยพลาสติกด้านอกแต่ความจริงแล้วข้างในเป็นกระดาษชุบสารกึ่งตัวนำไฟฟ้าเวลาใช้ไปนานๆ จะเกิดอาการบวม จนถึงระเบิดก็มีในเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆจะหันไปใช้ คาปาซิเตอร์แบบใหม่ที่เป็นกระป๋องอลูมีเนียมแทน นอกจากจะมีอายุการใช้ที่นานกว่าแบบเดิมแล้ว ยังสามารถเก็บประจุได้ดีกว่า การั่วไหลของประจุน้อย ลดความร้อนที่เกิดขึ้นและทนแรงดันได้สูงทำให้สามารถ Over Clock ได้เสถียรขึ้นในสภาพที่ป้อนแรงดันสูงๆคาปาซิเตอร์รุ่นใหม่นี้เรียกว่า Solid Capacitor

-Choke ตัวสำรองไฟ เป็นเสมือนหม้อแปลงขนาดเล็กคอยสำรองไฟเพื่อจ่ายไฟให้กับวงจรย่อยในเมนบอร์ดตัวสำรองไฟรุ่นเก่าจะเป็นแกนโลหะพันด้วยทองแดง ซึ่งเกิดความร้อนสูง การนำกระแสไฟฟ้าไม่ดีเท่าที่ควรจึงมีการพัฒนารูปแบบใหม่ขึ้นมาเรียกว่า MOSFET จะใช้เปลี่ยนจากแกนโลหะเป็นแกรเฟอร์ไรท์ที่มีประสิทภาพดีกว่าแบบแกนโลหะและ หุ้มด้วยกล่องขนาดเล็กอย่างดีไม่เห็นด้านใน
-ภาคจ่ายไฟ หากเป็นเมนบอร์ดทั่วไปคงไม่มีปัญหาเพราะเพียงพอต่อการใช้งานอยู่แล้วแต่บอร์ดที่ ต้องยัดอุปกรณ์แรงๆ มีการเรียกใช้ไฟฟ้ามหาศาล จึงจำเป็นจะต้องมีภาคจ่ายไฟที่สามารถจ่ายไฟได้เพียงพอต่อความต้องการในทันที เมนบอร์ดบางตัวมีภาคจ่ายไฟ8เฟสเลยก็มีแต่ถามว่าภาคจ่ายไฟหลายๆเฟสดีไหม ตอบว่าดีที่ไม่แย่งกันออกมาแบบเฟสน้อยๆแต่ต้องดู Power Supply ด้วยว่าถ้าจ่ายไฟไม่พอจะมีกี่เฟสก็ไม่ช่วยอะไรครับ
7.ต่อเนื่องมาจากข้อ2เรื่องชิปเซ็ทความสามรถบางตัวของเมนบอร์ดที่เราไม่ได้ใช้งาน หากเราซื้อมาแล้วก็ถือว่าเสียตังซื้อมาเปล่าๆเช่น ฟังก์ชั่น MUlti GPU (Cross Fire / SLI) ซึ่งราคาเมนบอร์ดที่มีกับไม่มีฟังก์ชั่นนี้ ราคาจะต่างกันพอสมควรเลยหรือจะเป็น รุ่นOVER Clock ถ้าซื้อมาแล้วไม่ได้OVER Clock ก็หันไปใช้รุ่นธรรมดาดีกว่าเพราะราคาค่าตัวต่างกันหลายตังค์อยู่

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ให้เปรียบเทียบคุณสมบัติสำคัญของ cpu รุ่นต่างๆต่อไปนี้


Pentium 4
        Pentium 4 เป็นซีพียูที่ยังคงอยู่ในตระกูล IA-32 คือยังถือว่าเป็นรุ่น 32 บิต เหมือน Pentium III โดยเป็นการนำเอา Pentium III มาปรับปรุงใหม่ทั้งหมดให้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไป
        Pentium 4 รุ่น Willamette เป็น Pentium 4 รุ่นแรกเริ่ม ผลิตด้วยเทคโนโลยี 0.18 ไมครอน มีจำนวนขามากขึ้นเป็น 423 ขา ซ็อคเก็ตที่ใช้จึงต้องเป็น Socket 423 ที่มีตั้งแต่รุ่นที่ความเร็ว 1.3,1.4,1.5,1.6,1.7,1.8,1.9 และ 2.0 GHz โดยบัสของ Pentium 4 จะทำงานอยู่ที่ 100 MHz (quad-pumped เป็น 400 MHz) ซึ่งเมื่อถูกใช้งานร่วมกับชิปเซ็ต i850 ของ Intel ก็ต้องใช้หน่วยความจำชนิด RDRAM เท่านั้นเพื่อให้มีประสิทธิภาพที่สมบูรณ์ที่สุดแต่ทั้งนี้ผู้ผลิตชิปเซ็ตสำหรับ Pentium 4 ที่รองรับ RAM แบบอื่นๆ เช่น SDRAM และ DDR- SDRAM ด้วยได้แก่ SiS645, SiS605,AliAladdin-P4 และ Intel i845 ส่วน VIA ก็ได้ออกชิปเซ็ตเช่นกัน คือ P4X266 และ P4X266A

       
        Pentium 4 รุ่น Northwood เป็นซีพียูที่พัฒนาต่อมาและได้รับความนิยมสูงสุดผลิตโดยเทคโนโลยี 0.13 ไมครอน ซึ่งทำให้ซีพียูตัวเล็กลงแต่มีจำนวนขามากขึ้น
โดยเปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์แบบ mPGA (micro pin Grid Array) ซึ่งเพิ่มจาก 423 ขาไปเป็น 478 ขา ใช้ไฟเลี้ยงลดลงเป็น 1.3 V และเพิ่มระดับของแคชระดับ 2
เป็น 512 KB ด้วย อย่างไรก็ตามอินเทลได้ออก Pentium 4 Willamette ที่มีขา 478 ขา ออกมาโดยเช่นกัน โดยเริ่มต้นที่รุ่นความเร็ว 2GHz และออกรุ่นย้อน หลังไปถึงรุ่น 1.5 GHz ด้วย Pentium 4 รุ่น Northwood มีรุ่นที่มีความ เร็วเดียวกันกับ Willamette โดยเริ่มต้นที่ 1.6 GHz เรียกเป็นรุ่น 1.6A, 1.8A, 2.0A และ 2.2A
เพื่อให้เห็นถึงความแตกต่าง ส่วนรุ่นอื่นๆ ที่มี ความเร็วสูงขึ้นไปซ้ำกับรุ่นเดิมจึงใช้เลขปกติคือ 2.3 และ 2.4 ต่อมา เมื่อออกรุ่นที่ใช้กับบัส 133 GHz (quad-pumped
เป็น 533 MHz) จึงต้องมีการต่อท้ายอีกคือ 2.4B ซึ่งเป็นรุ่นที่มีความเร็ว 2.4 GHz เช่นกันแต่ใช้กับบัสที่เร็วขึ้น ( ตัวคูณลดลง ) ส่วนรุ่น 2.53 GHz นั้นไม่ซ้ำกับของเดิมอยู่แล้วจึงใช้เป็นชื่อรุ่นได้เลยและรุ่นล่าสุดเป็นรุ่นที่ใช้กับบัส 200GHz (quad-pumped เป็น 800 MHz) ถ้าเป็นตัวเลขความเร็วที่ซ้ำกับความเร็วบัสอื่นจะใช้ตัวอักษร
ต่อท้าย เช่น 2.8C, 2.6C เป็นต้น แต่ถ้าเป็นความเร็วที่ไม่ซ้ำกับความเร็วบัสอื่นก็จะใช้ตัวเลขความเร็วนั้นเลย เช่น 3.0 GHz
       ฮีตซิงค์ ( heat Sink) หรือชุดระบายความร้อนของ Pentium 4 แบบที่ใช้ Socket 423 จะมีฐานยึดติดกับเมนบอร์ดรอบตัวซ็อคเก้ตทะลุลงไปถึงฐานเครื่องหรือ
เคส (Case) แทนการยึดติดกับตัวซ็อคเก็ต จากนั้นจึงติดตั้งฮีตซิงค์ลงไปในฐาน แล้วยึดให้แน่นด้วย คลิป 2 ตัวที่เกาะเกี่ยวอยู่กับฐาน สุดท้ายจึงซ้อนทับด้วยพัดลมอีกทีหนึ่ง

       ในกรณีของ Socket 478 วิธียึดฮีตซิงค์จะเปลี่ยนไปใช้คลิปล็อคที่ทำให้ติดตั้งได้ง่ายกว่าเดิม เพียงแต่ใส่ลงไปแล้วโยกคลิปทั้ง 2 ตังไปอีกด้านหนึ่งเพื่อล็อคเท่านั้น
ดังรูป

  ตารางสรุปซีพียูของอินเทลเฉพาะบางรุ่นที่ยังคงมีใช้งานอยู่ในอดีต - ปัจจุบัน
รุ่นซีพียู
บัส (MHz)
แคช (L1/L2)
ชนิดของซ็อคเก็ต
Celeron II( Willamette )1.7,1.8,2.0, 2.2 GHz
100 (effective =400)
L1=20 KB L2=128KB
Socket 478
Celeron II(Northwood)2.4,2.5,2.6,2.7,2.8, Hz
100 (effective =400)
L1=32 KB L2=128KB
Socket 478
Pentium4(Northwood)2.0A,2.2,2.4,2.5 2.6 GHz

Get 100MB Free Web Hosting atJabry.com

100 (effective =400)
L1=20 KB L2=512KB
Socket 478
Pentium4(Northwood)2.26,2.4B,2.53,2.66,2.8,3.06 GHz
133 (effective =533)
L1=20 KB L2=512KB
Socket 478
Pentium4(Northwood)2.4C,2.6,2.8C,3,3.2,3.4,3.6 GHz
200 (effective =800)
L1=20 KBL2=512KB
Socket 478
Pentium4 EE(Northwood) 3.2,3.4 GHz
200 (effective =800)
L1=512 KB L2=2MB
Socket 478
Pentium4( Prescott )2.8A,2.8E,3E,3.2E,3.4E GHz
(A ใช้ 133)200 (effective =800)
L1=28 KB L2=1MB
Socket 478 ช่วง หลังจะใช้ LGA 775
         ช่วงครึ่งหลังของปี 2543 ตอนที่อินเทลออกซีพียู Pentium 4 ถือได้ว่าเป็นการปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมไปมากพอสมควร และเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากสำหรับ
อินเทลเนื่องจาก Pentium III ไม่สามารถรถเร่งความเร็วขึ้นไปได้อีกแล้ว โดยสิ้นสุดอยู่ที่ 1.2 GHz เว้นเสียแต่ว่าลดขนาดการผลิตลงเหลือ 0.1 ไมครอน ก็จะยืดอายุต่อไป
ได้อีกหน่อย แต่ก็ไม่นานนักและก็ได้สิ้นสุดไปแล้ว ในขณะที่ Pentium 4 นั้นอินเทลบอกว่าสถาปัตยกรรมใหม่สามารถเร่งความเร็วขึ้นไปได้ มากมายไม่ต่ำกว่า 4 GHz
เลยทีเดียว โดยเริ่มต้นด้ายการออก Pentium 4 ตัวแรกที่ความเร็ว 1.4 และ 1.5 GHz และต่อมาเมื่อลดเมื่อลดขนาดการผลิตลงไปที่ 0.13 ไมครอน ก็สามารถเพิ่มความ
เร็วขึ้นไปถึง 2.4 – 2.8 GHz เลยทีเดียว
          สถาปัตยกรรมใหม่นี้ อินเทลใช้ชื่อเรียกโดยรวมว่า “NetBurst” และบอกว่าเป็นสถาปัตยกรรมสำหรับอนาคต นอกจากนี้ก็ยังได้มีการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ที่มีชื่อว่า Hyper Threading ซึ่งช่วยให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้เร็วขึ้นเหมือนกับมีซีพียู 2 ตัวช่วยกันทำงานเข้ามาใช้ซีพียูรุ่นใหม่ๆ ต่อมาเนื่องด้วยสถาปัตยกรรมแบบใหม่ของ
อินเทลและเทคโนโลยีใหม่ที่นำมาใช้นี้ทำให้มีการพัฒนาความเร็วซีพียูที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยมี Pentium 4 ความเร็ว 1.7, 1.8, 1.9 และ 2.0 GHz ออกมาในปี 2544
และ 2.2, 2.4, 2.53, 2.8, 3.0 ,3.06, 3.2, 3.4, 3.6 GHz ออกมาเรื่อยๆในปีต่อๆมาจนถึงปัจจุบัน 

Intel Core2 Duo
           Intel Core 2 Duo Mobile Processor สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊กถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับชิปเซตล่าสุดตระกูล 945 Express จาก Intel ถูกผลิตขึ้นภายใต้เทคโนโลยีขนาด 65 mm สนับสนุนการทำงานของ Front Side Bus ขนาด 533 และ 677 MHz มีคุณลักษณะการทำงานที่น่าสนใจดังนี้
• เป็นซีพียูแบบ Duo Core ที่ถูกออกแบบสำหรับติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพอย่างเหมาะสมเมื่อเทียบกับรุ่นที่ใช้กับเครื่องเดสก์ท้อป
• เป็นสถาปัตยกรรม 64 บิตของ Intel
• สนับสนุนสถาปัตยกรรมเดิมที่มีอยู่แล้วของ Intel รวมทั้งระบบการทำงาน Dynamic Execution
• ติดตั้งหน่วยความจำ Cache ระดับ L1 ทั้งชนิดที่ใช้กับคำสั่งและข้อมูลอย่างละ 34 KB บนแม่พิมพ์ (Die) เดียวกัน ทำงานแบบ Primary (มีลำดับความสำคัญในการทำงานสูงกว่า)
• ติดตั้งหน่วยความจำ Cache ระดับ L2 ขนาด 4 MB ชนิดที่ถูกแบ่งใช้งานโดย Core ทั้งสอง และสถาปัตยกรรมแบบ Advanced Transfer Cache
• ติดตั้งระบบ Prefetch Logic (ระบบการเตรียมเข้าหาคำสั่งหรือข้อมูลแบบล่วงหน้า)
• สนับสนุนการทำงานของ SIMD Extension 2 (SSE2) และ Streaming SIMD Extension 3 (SSE3) รวมทั้ง Supplement Streaming SIMD Extension 3 (SSE3)
• สามารถรองรับระบบ Front Side Bus ขนาด 533 และ 667 MHz
• มีระบบการบริหารจัดการพลังงานที่ล้ำหน้า รวมทั้งเทคโนโลยี SpeedStep ที่ล้ำหน้าเช่นกัน
• สามารถเข้าสู่สถานะ Enhanced Deeper Sleep Modeรวมทั้งระบบการแบ่งใช้งาน Cache ให้กับ Core ทั้งสองอย่างมีประสิทธิภาพ
• ติดตั้งระบบตรวจสอบความร้อนแบบดิจิทัล
• ติดตั้งบนตัวถังแบบ Micro-FCPGA และ Micro-FCBGA
• ใช้เทคโนโลยี Virtualization ของ Intel

Quad Core 
            โปรเซสเซอร์ สำหรับเดสก์ท็อปพีซีที่ออกแบบมาให้จัดการกับการใช้งานคำนวณในปริมาณมากและการทำงานด้านภาพ ด้วยเทคโนโลยีี Multi-core ที่ทรงพลัง มอบแบนด์วิดธ์ที่คุณต้องการสำหรับแอพพลิเคชั่นแบบมัลติเธรด Intel Core 2 Quad โปรเซสเซอร์สร้างขึ้นบน 45nm Intel® Core™ microarchitecture จึงให้ประสบการณ์การใช้งานเดสก์ท็อปพีซีและเวิร์กสเตชั่นที่เร็วกว่า เย็นกว่า และเงียบกว่า ด้วยสี่แกนหลักสำหรับการประมวลผล, L2 Cache ที่ใช้ร่วมกันสูงถึง 12MB¹ และ 1333 MHz Front Side Bus, Intel Core 2 Quad เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์จึงมอบประสิทธิภาพการทำงานและสมรรถนะด้านการใช้พลังงานที่น่าทึ่ง ด้วยวงจรที่ใช้พื้นฐาน Hafnium ใหม่ทั้งหมดของ 45nm Intel Core microarchitecture

Core i3
          เทคโนโลยีใหม่ที่มีคือ integrated graphics คือการใส่ชิปกราฟฟิค(การ์ดจอ) ไว้ในตัว CPU ช่วยเรื่องการประมวลผลภาพทั้งแบบ 2 มิติและ 3 มิติ(เกมส์)32nm technology เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดความร้อน ประหยัดไฟมากขึ้นintel smart cache ช่วยเก็บชุดคำสั่งต่างๆ ได้มากขึ้นเข้าถึงชุดคำสั่งได้เร็วขึ้น ช่วยเรื่องการประมวลผลของ CPUintel Hyper-Threading เป็นการจำลองแกนของ CPU เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 2 เท่า เช่น 2 หรือ 4 แกน ช่วยในการประมวลผลของ CPU และทำให้การทำงานของโปรแกรมเร็วขึ้นCore i3 เหมาะสำหรับคนที่ชอบดูหนังความละเอียดระดับ HDเล่นเกมออนไลน์ ใช้ออฟฟิส ท่องอินเตอร์เน็ต

Core i5
 เทคโนโลยีใหม่ที่มีคือintegrated graphics คือการใส่ชิปกราฟฟิค(การ์ดจอ) ไว้ในตัว CPU ช่วยเรื่องการประมวลผลภาพทั้งแบบ 2 มิติและ 3 มิติ(เกมส์)32nm technology เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดความร้อน ประหยัดไฟมากขึ้นintel smart cache ช่วยเก็บชุดคำสั่งต่างๆ ได้มากขึ้นเข้าถึงชุดคำสั่งได้เร็วขึ้น ช่วยเรื่องการประมวลผลของ CPUintel Hyper-Threading เป็นการจำลองแกนของ CPU เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 2 เท่า เช่น 2 หรือ 4 แกน ช่วยในการประมวลผลของ CPU และทำให้การทำงานของโปรแกรมเร็วขึ้นintel Turbo boost Technology เป็นการเพิ่มความเร็วของสัญญาณนาฬิกาตามความต้องการของโปรแกรมที่ใช้งานอยู่

Core i7
เทคโนโลยีใหม่ที่มีคือ 
integrated graphics คือการใส่ชิปกราฟฟิค(การ์ดจอ) ไว้ในตัว CPU ช่วยเรื่องการประมวลผลภาพทั้งแบบ 2 มิติและ 3 มิติ(เกมส์)32nm technology เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดความร้อน ประหยัดไฟมากขึ้นintel smart cache ช่วยเก็บชุดคำสั่งต่างๆ ได้มากขึ้นเข้าถึงชุดคำสั่งได้เร็วขึ้น ช่วยเรื่องการประมวลผลของ CPU intel Hyper-Threading เป็นการจำลองแกนของ CPU เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 2 เท่า เช่น 2 หรือ 4 แกน ช่วยในการประมวลผลของ CPU และทำให้การทำงานของโปรแกรมเร็วขึ้น intel Turbo boost Technology เป็นการเพิ่มความเร็วของสัญญาณนาฬิกาตามความต้องการของโปรแกรมที่ใช้งานอยู่
Greater Cache เพิ่มขนาดของแคชที่ใช้เก็บชุดคำสั่งให้มากขึ้น เพิ่มความเร็วในการประมวลผลของ CPU Higner clockspeed เป็นการเร่งสัญญาณ นาฬิกาให้สูงมากๆ จากที่กำหนด โดยจะต้องพึ่ง turbo boost Overclockkable (เฉพาะรุ่น Extreme Edition) เป็นการเพิ่มความเร็วของสัญญาณนาฬิกาตามความต้องการของผู้ใช้